คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2017

กรมอุตุฯ เตือนอีสาน ตะวันออก เกิดพายุฝน มีลูกเห็บ-กทม.ฟ้าคะนอง

กรมอุตุฯ เตือน ภาคอีสาน ตะวันออก เกิดพายุฝน ลมกระโชกแรง มีลูกเห็บบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้ฝนลดลง ขณะที่ กทม. และปริมณฑล ฟ้าคะนอง

พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก จะมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ในระยะนี้ ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนลดลง

ทั้งนี้ บริเวณความกดอากาศสูงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศจีนตอนใต้แล้วคาดว่าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ในวันนี้ (31 มีนาคม) ประกอบกับลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีพายุฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรงบางแห่งเกิดขึ้นได้หลายพื้นที่ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก สำหรับภาคใต้และอ่าวไทยมีลมตะวันออกมีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกลดลง

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

เรียกว่าเฮง!! สาวได้ฟีโน่คืน หลังรถหายไปเห็นจอดทิ้งไว้ในป่าละเมาะ

โจรที่แม่สอด เหิมหนัก ดอดลักรถจยย.คืนเดียว 7 คัน ย่องเข้ามาใช้น้ำกรดหยอดรูกุญแจห้องพักเกสต์เฮาส์ จูงออกไป 4 คันรวด สาวโสดทำใจฟีโน่ราคา 5 หมื่นหาย แต่โจรไปจอดทิ้งไว้ในป่าใกล้กองอึ คาดกำลังถ่ายทุกข์ คนมาเจอเลยรีบหนี

เวลา 08.30 น วันที่ 16 ก.พ.60 พ.ต.ต.ประยูร กำลา รอง สว.(สอบสวน) สภ.แม่สอด จ.ตาก รับแจ้งเหตุลักทรัพย์รถจักรยานยนต์หลายคัน ที่ซันไชน์เกสต์เฮาส์ เลขที่ 243 หมู่ 7 ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด ไปตรวจสอบพร้อมด้วยชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุพบผู้เสียหายทราบชื่อนางสาวณปภัช สมใจไพรพฤกษ์ อายุ 23 ปี นายมนตรี บรรพตเกษตร อายุ 23 ปี นายพนาวรรณ จ่อแฮเกล อายุ 23 ปี และนายหฤษฏ์ คำปิง อายุ 19 ปี ทั้งหมดเช่าห้องพักของเกสต์เฮาดังกล่าว มีรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ถูกคนร้ายลอบเข้ามาตัดสายคล้องกุญแจล็อก ขโมยไป 4 คัน จากการตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่ากล้องบางตัว สามารถจับภาพคนร้ายใช้ผ้าปิดเพื่ออำพรางไม่ให้เห็นหน้า

ต่อมา ได้รับแจ้งว่ามีรถจักรยานยนต์ที่หาย ถูกจอดทิ้งไว้ในป่าละเมาะฝั่งตรงข้าม เป็นรถยามาฮ่า ฟีโน่ ทะเบียน 1 กฆ 5410 ตาก ซึ่งเป็นของนางสาวณปภัช หลังทราบข่าวนางสาวณปภัช ได้รีบวิ่งไปดูด้วยความดีใจ เนื่องจากเพิ่งจะทำใจ ที่รถราคา 5 หมื่นบาทหายไป พบมีร่องรอยงัดท่ีกระปุกรูกุญแจเพื่อจะต่อสายตรง จนได้รับความเสียหาย

โรคมะเร็งตับ สาเหตุของอาการ การป้องกันและรักษา

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข่าวการจากไปของศิลปินชื่อดังหลาย ๆ ท่านจากโรคมะเร็งตับ ทำให้ใครหลาย ๆ คนเริ่มที่จะวิตกกังวล และหันมาสนใจโรคดังกล่าวนี้กันมากขึ้น ด้วยความจริงที่ชวนให้พองขนว่า หากประสบกับโรคนี้แล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่หายขาด ซ้ำร้ายจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ไม่เกิน 6 เดือน !!!  ปี 2549 ดีเจ.โจ้ – อัครพล ธนะวิทวิลาศ ดีเจชื่อดังจากค่ายเอไทม์ เสียชีวิตด้วยโรค มะเร็งตับ หลังต่อสู้กับโรคร้ายนี้ มานานกว่า 3 เดือน ด้วยวัย 35 ปี

ปีนี้ 2551 ยอดรัก สลักใจ ขุนพลเพลงลูกทุ่งไทย ลาโลกไปด้วยโรค มะเร็งตับ อีกเช่นกัน หลังพบเป็นมะเร็งที่ขั้วตับเมื่อต้นปี….

สอดคล้องกับความจริงที่ว่า มะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง และผู้ป่วยที่เป็น มะเร็งตับ นี้ถ้ารู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน

มะเร็งตับ มีสาเหตุมาจากอะไร ?

1. ส่วนใหญ่ของการเกิด มะเร็งตับ มีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีและซี จากข้อมูลสถิติของหลายสถาบันได้ผลใกล้เคียงกันว่า 80% ของผู้ป่วยโรค มะเร็งตับ เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็น มะเร็งตับ โดยมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติถึง 223 เท่า (ข้อมูลจากหนังสือความรู้เรื่องโรคตับสำหรับประชาชน)

2. มีข้อมูลที่น่าสนใจประการหนึ่งว่า ประมาณ 90% ของผู้ป่วยโรค มะเร็งตับ จะมีตับแข็งร่วมด้วย นั่นก็หมายความว่า ถ้าท่านป่วยเป็นพาหะตับอักเสบบี และมีตับแข็งแล้ว ความเสี่ยงที่จะเป็น มะเร็งตับ จะสูงมากๆ ทีเดียว

3. มะเร็งตับ ยังมีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มสุราแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็น มะเร็งตับ สูงกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์

4. สารอะฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งพบปนเปื้อนอยู่ในถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ ก็เป็นสารก่อมะเร็ง ที่เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิด มะเร็งตับ จากการศึกษาพบว่า อะฟลาท๊อกซิน มีความสัมพันธ์กับไวรัสตับอักเสบบี โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นตัวทำให้เกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท๊อกซินเป็นตัวเสริม เพราะฉะนั้น ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงควรที่จะหลีกเลี่ยง ถั่วลิสง โดยเฉพาะถั่วลิสงป่นที่ค้างนานๆ ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว และเต้าหู้ยี้

จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็น มะเร็งตับ ?

สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเป็น มะเร็งตับ มีอัตราการอยู่รอดต่ำก็คือ มะเร็งตับในระยะแรกซึ่งจะสามารถรักษาให้หายขาดได้นั้น มักไม่แสดงอาการที่ชัดเจนออกมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการคลุมเคลือ เช่น เสียดท้องด้านขวา มีอาการจุกแน่นในบางครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ทั้งนี้ ก็เพราะตับเป็นอวัยวะที่มีกำลังสำรองมาก คนเราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำงานของตับประมาณ 30% ดังนั้น เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลาม หรือ มีขนาดใหญ่และไม่สามารถจะรักษาได้แล้ว

อาการของผู้ป่วย มะเร็งตับ

ที่ชัดเจนก็คือ รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และอาการที่เด่นชัดก็คือ ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวา และอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง

การตรวจหา มะเร็งตับ ทำได้อย่างไร ?

เนื่องจาก มะเร็งตับ เปรียบเหมือนมฤตยูเงียบ การเฝ้าระวังจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการที่จะเป็น มะเร็งตับ คือ ผู้ที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไปและมีอาการตับแข็งร่วมด้วยควรจะต้องตรวจร่างกายอย่างน้อยทุก 6 เดือน

การตรวจหา มะเร็งตับ ในปัจจุบัน จะมีการตรวจหาระดับของสารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วย มะเร็งตับ แต่การตรวจหาค่าอัลฟาฟิโตโปรตีนอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากมีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 30% การตรวจจึงควรจะร่วมกับการทำอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้ ถ้าจะให้ละเอียดมากกว่านี้ก็คือ การตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตรได้

มีวิธีรักษา มะเร็งตับ อย่างไรบ้าง ?

มะเร็งตับ ดูเป็นโรคที่มีความน่ากลัว เพราะผู้ป่วยมักเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เพราะเมื่อตรวจพบมะเร็งก็มีขนาดใหญ่มากแล้ว อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบในระยะแรกๆ ก็มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ เช่น

1. การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออก โดยมีเงื่อนไขว่าก้อนมะเร็งนั้นมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร เป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

2. Transcatheter Oily Chemo-embolization หรือ TOCE ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่เกินไป วิธีรักษาแบบ TOCE นี้มักจะกระทำโดยรังสีแพทย์ โดยการสอดสายขนาดเล็กเข้าไปทางเส้นเลือดแดงตับ เพื่อเข้าไปถึงก้อนมะเร็งโดยตรงเพื่อใส่ยาเคมีเข้าไปที่ก้อนมะเร็ง พร้อมทั้งอุดเส้นเลือดหลักที่เข้าไปเลี้ยงก้อนมะเร็งด้วยในเวลาเดียวกัน วิธีการรักษาแบบนี้ก็ได้ผลอยู่บ้างแต่ไม่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ โดยส่วนใหญ่มะเร็งจะกลับโตขึ้นมาได้อีก หรืออาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดหรือกระดูก ในทางการแพทย์การรักษาโดยวิธีนี้จึงเป็นการรักษาเพื่อยืดเวลา ในบางกรณีเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและไม่กระจายไปที่อื่นอาจจะผ่าตัดเอา ก้อนมะเร็งออกเลยก็ได้

3. การใช้คลื่นเสียง RFA (Radiofrequency Ablation) เป็นการฉีดแอลกอฮอล์โดยตรงที่ก้อนมะเร็ง เป็นวิธีการทำลายก้อนมะเร็งด้วยการใช้เข็มแบบพิเศษ (RF needle) ขนาดเท่ากับไส้ปากกาลูกลื่น ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร แทงผ่านผิวหนังเข้าไปในก้อนมะเร็งเป้าหมาย โดยใช้หลักการเหนี่ยวนำไฟฟ้าจากเครื่อง ทำให้เกิดคลื่นความถี่สูงประมาณ 375-500 KHz จะทำให้โมเลกุลของเนื้อเยื่อรอบๆ เข็มสั่นสะเทือนและเสียดสีกันจนเกิดความร้อน (Friction heat) ซึ่งจะแผ่กระจายออกไปรอบๆ จนครอบคลุมก้อนมะเร็งทั้งก้อน จากการศึกษาพบว่าความร้อนที่มากกว่า 50 องศาเซลเซียส สามารถทำให้เซลล์ตายได้ ก้อนมะเร็งที่ได้รับการรักษาจะเปรียบเสมือนเนื้อย่าง ซึ่งในต่างประเทศใช้วิธีการรักษามะเร็งตับ RFA นี้กันมานานประมาณ 12 ปีแล้ว ส่วนในประเทศไทยเริ่มใช้กันมา ประมาณ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้เอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาเหล่านี้ล้วนเป็นการรักษาแบบประทังทั้งสิ้น

4. การเปลี่ยนตับ ปัจจุบันแพทย์ไทยก็สามารถปลูกถ่ายตับได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งมักมีข้อจำกัดมากมาย ทำให้การเปลี่ยนถ่ายตับมักไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการรักษา

5. การฉายรังสี วิธีการนี้ไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากตับที่ดี มักมีผลเสียจากฉายรังสี

มะเร็งตับ ป้องกันได้…

1. แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี แก่เด็กทุกราย รวมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชนถึงวิธีการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี และซี

2. ลดสาร aflatoxin โดยการเน้นการเก็บอาหารให้แห้งเพื่อลดปริมาณ aflatoxin

3. โรคตับแข็ง โดยการลดการดื่มสุรา

4. ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เช่น ปลาดิบ ก้อยปลา เพราะอาจจะทำให้เป็น โรคพยาธิใบไม้ตับหรืออาหารที่หมัก เช่น ปลาร้า ปลาเจ่า แหนม ฯลฯ เพราะมีสาร ไนโตรซามีน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ ควรรับประทานอาหารที่สะอาด และปรุงสุกใหม่ๆ

5. ไม่รับประทานอาหารที่มีเชื้อรา ระมัดระวังอาหารที่ตากแห้ง รวมทั้งอาหารที่เตรียมแล้ว เก็บค้างคืน เพราะอาจมีเชื้อราปะปนอยู่

6. ไม่รับประทานอาหารซ้ำๆ หรืออาหารที่ใส่ยากันบูด

7. ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์

โทงเทงฝรั่ง Cape gooseberry สมุนไพรหยุดการอักเสบในลำคอ

เคปกูสเบอรี่ (Cape gooseberry) ฟังชื่อแล้วต้องเป็นผลไม้ไฮโซจากเมืองนอกเมืองนาแน่ ๆ แต่ถ้าได้ยินชื่อไทยแล้วจะตกใจ เพราะนี่ล่ะคือเจ้าผลไม้ที่คนไทยเขาเรียกว่า “โทงเทงฝรั่ง” ชักคุ้น ๆ บ้างแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าอยากรู้สรรพคุณของโทงเทงฝรั่ง ก็ตามไปอ่านข้อมูลจาก เว็บไซต์ไทยโพสต์ ที่เขารวบรวมมาบอก

สำหรับเจ้าโทงเทงฝรั่งนี้จัดเป็นพืชในตระกูลเดียวกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ พิทูเนีย มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้แถบประเทศเปรู ชิลี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physalis Peruviana L. เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่มีคุณสมบัติป้องกันไข้หวัด ภูมิแพ้ วิตามินเอป้องกันอาการตาบอดในที่มืด ทำให้สายตาดี ผิวพรรณสวย ผมสวยดกดำ ตอนนี้มีการนำมาปลูกเป็นผลไม้เมืองหนาวขายกันแล้ว ทราบว่าในเมืองไทยแถวดอยอินทนนท์ก็มีการปลูกเพื่อจำหน่ายเหมือนกัน

พอหันกลับมาดูโทงเทงไทย จะพบเห็นขึ้นอยู่ตามข้างทางทั่วไป จัดเป็นพวกวัชพืชที่ไม่ใคร่มีใครรู้คุณค่า เคยพบข้างทางเดินกลับบ้าน เล็งไว้แล้วว่าลูกใกล้สุกเมื่อไหร่เธอเสร็จฉันแน่ แต่พอวันใหม่กะว่าจะไปเมียงมองดูว่ายังอยู่สบายดีหรือเปล่า กลับไม่พบต้นหญ้าและเจ้าโทงเทงแถวนั้นสักตนเลย..เลียบเตียน..สวยงามและสะอาด ต้องปรบมือให้กับความขยันของเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของเขตที่ขยัน แต่มันกลับทำให้เจ้าต้นโทงเทงของฉันหายวับไปหมด  ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสลูกโทงเทงต้องยอมรับว่ารสชาติดีมาก อร่อยและหอมด้วย ที่สำคัญโทงเทงจัดเป็นยาสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก ชาวจีนจะปลูกยาตัวนี้เก็บไว้ใช้ประโยชน์ แต่สำหรับหมอไทยก็เก็บเอาจากที่รกชัฏข้างทางไปใช้ได้เพราะมีขึ้นเยอะแยะ แต่พักหลังพวกวัชพืชมักถูกทำลายไปมากจึงไม่ค่อยได้พบโทงเทงมากเท่าไร

ประโยชน์ที่สำคัญของโทงเทงคือ ใช้รักษาอาการทอนซิลอักเสบ หมอพื้นบ้านใช้ทั้งต้นตำให้แหลกละลายกับสุรา เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านลำคอทีละนิด แก้ทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในลำคอได้ดี หรือคนที่แพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ภายในแก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ภายนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น

โทงเทงมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อาทิ โทงเทง โคมจีน เผาะแผะ ทุ้งทิ้ง มะก่องเช้า ตุ้งติ้ง ต็งอั้งเช้า ทุงทิง โคมญี่ปุ่น ชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ คือ Physalis minima Linn. วงศ์ Solanaceae เป็นสมุนไพรเล็ก ๆ จำพวกหญ้า ต้นสูงประมาณครึ่งฟุตถึง 2 ฟุต ใบกลมคล้ายใบพิมเสน แต่เล็กกว่าและบางกว่ามาก ดอกสีเหลือง ผลกลมพองเหมือนโคมจีนปลายแหลม โตประมาณเท่าลูกพุทราเขื่อง ๆ งามน่าดู มีขึ้นอยู่ตามที่ชุ่มชื้น และรกร้างว่างเปล่าทั่ว ๆ ไป พอค้นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มีรายงานทางคลินิกของโทงเทง พบว่า

แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ใช้ทั้งต้นแห้งหนัก 500 กรัม ผสมน้ำเชื่อมให้มีปริมาณ 500 ซีซี รับประทานครั้งละ 50 ซีซี วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร 10 วัน เป็น 1 รอบของการรักษา กินติดต่อกัน 3 รอบ แต่ละรอบพัก 3 วัน จากการรักษาคนไข้ 50 ราย ได้ผล 39 ราย อาการดีขึ้น 10 ราย ไม่เห็นผล 1 รายจากการรักษาโรคไอมีเสมหะ หอบ หืด ได้ผลค่อนข้างดี ระยะเวลาของการรักษาโดยเฉลี่ย 3-6 วัน ยกเว้น 1 ราย ที่รักษาถึง 20 วัน ในระหว่างการรักษาคนไข้บางคน มีอาการรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี อึดอัด เวียนหัว นอนไม่หลับ เหล่านี้เป็นอาการข้างเคียงของยานี้ หลังจากรักษา 1-5 วัน อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเอง มีคนไข้รายหนึ่งกินต้นนี้สด ๆ หนัก 750 กรัมในเวลา 2 วัน ก็ไม่ปรากฏอาการเป็นพิษแต่อย่างใด

แก้ดีซ่าน ใช้ทั้งต้น 2 ต้น ต้มน้ำ คั้นเอาน้ำข้น ๆ มาผสมน้ำตาลพอสมควร ให้รับประทานวันละ 2-3 ครั้ง บางคนรับประทาน 10-15 ครั้ง ก็หายตัวเหลือง

แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ต้นนี้สด ๆ (หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย รับประทานครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานลดลงตามส่วน จากการรักษาคนไข้ร้อยกว่าราย บางคนรับประทาน 4-10 ครั้งก็หาย บางคนรับประทานติดต่อกันถึง 2 เดือนจึงหาย

ในตำรายาสมุนไพรไทยได้บันทึกสรรพคุณโทงเทงไว้ว่า มีสรรพคุณแก้โรคเบาหวาน แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ขับปัสสาวะ แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะ แก้บิดมีตัว แก้พิษ ขับพยาธิในลำไส้ แก้ฟกช้ำ แก้ปวดหู แก้บวมน้ำ ยาระบาย ใช้ทั้งต้น รักษาดีซ่าน ไอหืดเรื้อรัง แผลมีหนอง เจ็บคอ ส่วนราก ใช้ขับพยาธิ รักษาโรคเบาหวาน  ช่วงนี้อากาศทางภาคเหนือและอีสานกำลังเดินเข้าสู่ความหนาวเย็น ตามโรงพยาบาลแน่นขนัดด้วยคนไข้ที่มีอาการโรคไข้หวัด โรคภูมิแพ้ เรียกว่าโรคในระบบทางเดินหายใจนำหน้ามาลิ่วเพื่อช่วยลดภาระของแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เราทุกคนต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่น รับประทานอาหารที่ปรุงด้วยผัก-ผลไม้ที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและครอบครัวที่มีเด็กและผู้สูงวัยต้องใส่ใจใกล้ชิดให้มากขึ้นนะคะ