คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2017

“แม่เปรี้ยว” ขอโทษแทนลูกสาว พร้อมเดินทางไปเมียนมา


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ บ.ห้วยบาก ม.6 ต.คำม่วง อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น เพื่อพบกับ นางสาคร อายุ 62 ปี มารดาของ น.ส.ปรียานุช หรือ “เปรี้ยว” ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาล จ.ขอนแก่น หลังร่วมกันก่อเหตุฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา หรือ น้องแอ๋ม โดย นางสาคร กล่าวว่า ถึงวันนี้แล้ว อยากไปรับลูกสาวกลับบ้าน เพราะกลัวว่าลูกจะไม่ปลอดภัย อยากให้ลูกกลับบ้าน กลับมามอบตัว ติดคุกยังมีวันได้ออก ยังได้เจอหน้ากัน ถ้าเป็นไปได้อยากเดินทางไปเมียนมา ไปตามหาลูก พาลูกกลับบ้าน

นางสาคร กล่าวต่ออีกว่า สำหรับ บ้านที่กำลังก่อสร้างเป็นบ้านปูนชั้นเดียว น้องเปรี้ยวจ้างช่างมาสร้างบ้านหลังนี้ทั้งหมด 2 ชุด ชุดแรก จ้างงาน 60,000 บาท แต่จ่ายเงินไม่ตรงเวลา จึงไม่ทำต่อ จากนั้นก็จ้างช่างชุดที่ 2 ตกลงราคากันที่ 50,000 บาท ซึ่งก่อนเกิดเรื่องกำลังลงมือก่อสร้างคืบหน้าไปกว่า 80% พอมาเกิดเรื่อง ช่างจึงหยุดทำงาน ส่วนราคาในการสร้างบ้านหลังนี้น้องเปรี้ยวเป็นคนควบคุมทั้งหมด

นางสาคร กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ยอมรับว่า น้องเปรี้ยวเคยถูกจับกุมในข้อหาเสพยาเสพติด เมื่ออายุ 16 ปี ถูกคุมขัง 7 วัน จึงได้ไปประกันตัวออกมา จากนั้นลูกสาวก็ออกมาทำงานช่วยแม่ และแต่งงานมีครอบครัวมีลูกชาย 1 คน น้องเปรี้ยว ก็เลิกกับสามี จากนั้นน้องเปรี้ยวก็ออกจากบ้านไปหางานทำในเมืองขอนแก่น โดยบอกเพียงว่าทำงานเป็นนักร้องที่ร้านคาราโอเกะ นานๆจะกลับบ้าน และมาทราบข่าวอีกครั้งว่าแต่งงานกับลูกชายเจ้าของร้านอาหารในเมืองขอนแก่น ซึ่งนานๆ จะกลับบ้านที กลับบ้านแต่ละครั้งจะให้เงินแม่ 200-500 บาท

“ตอนน้องเปรี้ยว อายุ 5 ขวบ พ่อกับแม่ทะเลาะกันประจำ ตบตีทำร้ายร่างกายกัน ถึงขั้นเลือดสาดต่อหน้าลูก ทุกครั้งที่แม่ถูกพ่อทำร้ายร่างกาย น้องเปรี้ยวจะเข้ามาช่วย แต่ช่วยไม่ได้ น้องเปรี้ยวจะตะโกนเสียงดังและร้องไห้หนักมาก อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้น้องเปรี้ยวเป็นคนเก็บกดและมีพฤติกรรมรุนแรง แม่อยากขอโทษลูก ขอโทษสังคม กับเรื่องที่เกิดขึ้น วันนี้ขอให้เปรี้ยวกลับตัว กลับใจ เข้ามอบตัว อยู่ในคุกยังมีความปลอดภัย”

“เปรี้ยว” ฆ่าหั่นศพ โดนจับแล้ว ตร.เมียนมาเตรียมส่งกลับไทย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 21.30 น. ได้รับรายงานแจ้งว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้เบาะแสจากทางการเมียนมา ระบุว่าสามารถจับกุมตัว 3 ผู้ต้องหาในคดีฆ่าหั่นศพ น้องแอ๋ม หลังได้รับประสานติดตามจับกุมมาหลายวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวกลับมายังฝั่งไทย ผ่านทางด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.แม่สาย ชายแดนจังหวัดเชียงราย

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ที่ถูกควบคุมตัวได้ ประกอบด้วย นางสาวปรียานุช หรือ เปรี้ยว, นางสาวกวิตา หรือ เอิร์น และ นางสาวอภิวันท์ หรือ แจ้ พ.ต.อ.พงศ์ฤทธิ์ คงศิริสมบัติ ผกก.กก.3 บก.สส.ภ.4 เผย ตอนนี้ด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.เชียงราย จะกักตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไว้ก่อนเพื่อทำการสอบสวนขยายผล คาดว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาที่สถานีตำรวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น โดยเครื่องบินพรุ่งนี้  เวลาประมาณ 06.00 น.

แม่ค้าหอยทอดแทบทรุด เจอหมายศาลสั่งฟ้อง 14 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องการร้องเรียนจาก พระสมุห์เจริญ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดดอนมะโนรา ตำบลดอนมะโนรา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ว่า มีแม่ค้าขายหอยทอด วัย 50 ปี เปิดร้านขายอยู่ภายในเพิงร้านค้าบริเวณริมคลองของทางวัดกว่า 20 ปีแล้ว มีรายได้ต่อวันเพียง 400-500 บาท แต่ปรากฏว่าโดนหมายศาลเรียกฟ้องร้องจากบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ฐานผิดสัญญาซื้อขาย เรียกใช้หนี้มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท ร่วมกับจำเลยอีก 3 ราย นัดหมายให้ไปขึ้นศาลในวันที่ 26 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

ก่อนจะได้พบ นางกรรณิกา อายุ 50 ปี เป็นแม่ค้าขายหอยทอดที่เปิดร้านขายอยู่ภายในเพิงร้านค้าบริเวณริมคลองวัดดอนมะโนรา กำลังอยู่ในอาการเครียด จากการที่ต้องตกเป็นจำเลยร่วมกับบุคคลอื่นรวมเป็น 4 รายที่โดนบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งธนบุรี ในคดีฐานความผิดสัญญาซื้อขาย เรียกใช้หนี้มูลค่ากว่า 14 ล้านบาท ณ วันที่ 11 เมษายน 2560 โดยที่ศาลแพ่งธนบุรีได้ส่งหมายเรียกให้เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินคดีหรือสืบพยานโจทก์ วันที่ 26 มิถุนายน 2560 นี้

นางกรรณิกา เล่าว่า หลังจากที่ได้รับหมายศาลแล้วรู้สึกตกใจและเกิดอาการเครียดจัด จึงได้คุยปรึกษากับญาติพร้อมทั้งนำหมายศาลเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรดำเนินสะดวก แต่กลับถูกพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความดำเนินคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลว่าเรื่องถึงชั้นศาลแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

ทำให้ตนเองต้องกลับมาทุกข์หนัก เพราะไม่มีปัญญาที่จะนำเงินไปใช้นี้ที่ถูกฟ้องร้องถึง 14 ล้านบาท และก็ไม่รู้ว่าตนเองไปเป็นกรรมการในบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดราชบุรีได้อย่างไร ซึ่งจากความเป็นจริง ตนเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 และยึดอาชีพขายหอยทอดมารวมแล้วกว่า 20 ปี และทางเจ้าอาวาสก็ได้เมตตาสร้างเพิงร้านค้าให้ขึ้นมาขายที่บริเวณริมครองมาจนถึงปัจจุบัน มีรายได้วันหนึ่งรวมทั้งทุนและกำไรก็จะตกวันละ 400-500 บาทเท่านั้น

ส่วนบ้านก็ต้องเช่าที่ดินของญาติอาศัยอยู่ คิดค่าเช่าปีละ 1,000-1,500 บาท โดยปลูกเป็นบ้านหลักเล็ก แค่พอพักอาศัยอยู่กับลูกชาย วัย 21 ปี ปัจจุบันไปเป็นทหารเกณฑ์ ส่วนสามีของตนเองได้เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ. 2537

นางกรรณิกา เล่าต่ออีกว่า ในหมายศาลที่ส่งมานั้น ทางบริษัทดังกล่าวมีที่อยู่ที่เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร โดยทราบจากการดูเอกสารประกอบภายใน พบว่าเป็นบริษัทจำหน่ายค้าขายเหล็กเส้น เหล็กฉาก และเหล็กรูปพรรณต่างๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง หรือใช้ในงานอุตสาหกรรม ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับบริษัทที่จังหวัดราชบุรี ที่ประกอบกิจการรขายส่ง-ปลีก วัสดุก่อสร้าง

รายละเอียดยังระบุว่า ทั้ง 2 บริษัทได้ทำสัญญาตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560 โดยได้ร่วมกันติดต่อซื้อสินค้าเหล็กเส้น เหล็กฉาก ท่อแบน และเหล็กรูปพรรณต่างๆ เพื่อนำไปจำหน่ายซึ่งได้มีการส่งมอบสินค้าที่สั่งซื้อรวมไปจำนวน 41 ครั้ง รวมเป็นจำนวนเงิน 14,073,929.62 บาท และมีการตกลงกันว่าจะต้องชำระค่าสินค้าภายในกำหนด 30 วัน นับแต่ได้รับสินค้าในแต่ละครั้ง

แต่ปรากฏว่ามีการผิดสัญญา ทำให้ฟ้องร้องและต้องชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยอีกจำนวน 181,170.48 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 14,255,100.10 บาท พร้อมทั้งต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของหนี้เงินจำนวนจริง ไปจนกว่าจะชำระหนี้ครบทั้งหมด

นางกรรณิกา กล่าวทั้งน้ำตาว่า หลังจากนี้ไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร เพราะตนเองก็ไม่มีเงินที่จะไปสู้ความในคดี เพราะเงินจำนวนถึง 14 ล้านบาท ทุกวันนี้ตนเองก็แทบจะไม่มีเงินเก็บ ทำงานหาเช้ากินค่ำ ตนอยากจะขอความเมตตาและยืนยันว่าตนไม่รู้จักหรือข้องเกี่ยวกับบริษัทดังกล่าวแต่อย่างใด

และจากการที่มีชื่อตนไปปรากฏในเอกสารนั้น ก็ยังไม่รู้ว่าไปเป็นกรรมการในบริษัทได้อย่างไร น่าจะมีคนแอบนำบัตรประชาชนและเอกสารไปใช้แอบอ้าง เพราะที่ผ่านมาตนเองก็เพียงแค่นำเอกสารไปกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนค้าขายเท่านั้นเอง

ทางด้าน พระสมุห์เจริญ. คเวสโก เจ้าอาวาสวัดดอนมะโนรา กล่าวว่า โยมกรรณิกา ที่ตกเป็นจำเลยนั้น หลังจากที่ได้รับเอกสารก็นำเข้ามาพูดคุยและปรึกษากัน อาตมาเห็นโยมตั้งแต่ยังไม่ได้บวชเป็นพระ จะเห็นพายเรือขายอยู่ภายในคลองหน้าวัด และเกิดสงสารและเห็นใจจึงได้สร้างเพิงให้ค้าขายกัน จึงไม่เชื่อว่าโยมกรรณิกาจะไปเป็นกรรมการหรือรู้จักกับคนในบริษัทนั้น เพราะยังเห็นค้าขายอยู่ที่นี่ทุกวัน รายได้ก็น้อยเพราะคนมาทำบุญที่วัดไม่ค่อยมากนัก

ง่วงนอนบ่อยๆ สัญญาณ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว


หลายๆ คน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ พอตกบ่ายก็เริ่มตาปรือ สัปหงก หรือบางทีก็ต้องลุกไปชงกาแฟดื่มแก้ง่วง ถ้านานๆ ทีง่วงทีก็พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าง่วงมันทุกวันเนี่ย ต้องลองเช็คสุขภาพแล้วล่ะค่ะ เพราะคุณอาจกำลังเป็นโรคบางอย่างหรือเปล่า จะมีโรคอะไรบ้าง ตาม Sanook! Health มาหาคำตอบกันค่ะ

1. โรคนอนไม่หลับ

ก็เพราะนอนไม่หลับ ก็เลยง่วง ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าที่นอนไม่หลับ หรือนอนดึกมากๆ เนี่ย เป็นเพราะทำงานหนัก งานเยอะ หรือเครียดจนนอนไม่หลับหรือเปล่า ถึงทำให้วันต่อมาง่วงนอน เพราะนอนไม่เคยพอสักวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรคลายเครียด ลดการทำงานในตอนกลางคืน หรือปรึกษาแพทย์ได้นะคะ

2. โรคอ่อนเพลีย /ล้าเรื้อรัง

เป็นขั้นกว่าของโรคนอนไม่หลับ ซึ่งก็หมายถึงการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานนั่นเอง เมื่อร่างกายสะสมความอ่อนเพลียหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลมากเกินไป จนส่งผลให้มีอาการเพลีย ล้า ง่วงนอน ความจำไม่ค่อยดี ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และหลับไม่สนิท นอนเท่าไรก็ไม่พอ และกลุ่มวัยทำงานมีความเสี่ยงสูงที่สุด

3. โรคเบาหวาน

จากที่บอกไปแล้วว่าการบริโภคแป้ง และน้ำตาลสูงทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ นอกจากจะเป็นโรคล้าเรื้อรังแล้ว ยังอาจเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย เพราะเลือดมีปริมาณน้ำตาลสูง และอาการง่วงนอนเป็นสัญญาณแรกๆ ที่แสดง หรือเตือนให้ร่างกายทราบว่ากำลังอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง นำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคตอันใกล้

4. โรคลมหลับ

อันนี้เป็นโรคง่วงนอนแบบจริงจังแล้วนะ คือง่วงนอนมากในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนกลับตาแป๋ว นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท หรือพอได้นอนปุ๊บก็ฝันทันที ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเป็นเด็กอาจถูกมองว่าเป็นเด็กขี้เกียจ พัฒนาการสมองช้า เรียนไม่เก่ง หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือแม้กระทั่งเป็นอันตรายต่อการใช่ชีวิต เช่น ง่วงระหว่างขับรถ หรือใช้เครื่องจักรกลต่างๆ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงสุขภาพจิตที่อาจกลายเป็นคนหงุดหงิดงุ่นง่านง่าย จากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย

5. โรคโลหิตจาง

ยิ่งผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย เพราะสาเหตุอาจมาจากการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ (เพราะผู้หญิงเลือกกินมากกว่า) นอกจากนี้ยังสูญเสียโลหิตจากการมีประจำเดือนอีกด้วย ส่วนสาเหตุอื่นยังมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืดบ่อย เหนื่อยง่าย และเชื่องช้า เซื่องซึม ไม่สดใส จึงทำให้รู้สึกง่วงนอนบ่อยๆ นั่นเอง

6. เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย

การสูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ บ่อยๆ เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะสูญเสียเลือดจากการเป็นโรคริดสีดวงทวารบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะโลหิตจางเรื้อรัง เลยแสดงอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมง่าย อ่อนแรง และง่วงหงาวหาวนอนได้เช่นกัน
แต่ละโรคไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยว่าไหมคะ ทางที่ดี หากลองปรับนาฬิกาชีวิตให้เป็นปกติ นอนให้เร็ว ตื่นให้เช้า หรือหากนอนไม่หลับลองเลี่ยง “7 สิ่งอันตรายที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน” (คลิกเพื่ออ่านบทความ) หรือทำความรู้จักกับ “ฮอร์โมนเมลาโทนิน” (คลิกเพื่ออ่านบทความ) เพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ