คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2018

โอตะไม่โอเค หลุดหยาบใส่ BNK48 กองหนุน ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ สวนเดือด โลกสวยก็ดูปลาบู่ทอง

เจอดราม่าเป็นว่าเล่นสำหรับพ่อหมี “โอ๊ต ปราโมทย์” หลังเรื่องเก่าที่ชาวเน็ตบางส่วนมองว่า เจ้าตัวคุกคามทางเพศแขกรับเชิญสาวด้วยคำพูดสองแง่สองง่ามในรายการ #คนหน้าหมี เพิ่งจะซาไปหยกๆ

ล่าสุดโดนอีกแล้ว!!! หลังพูดชื่อเล่นของ “อวัยวะเพศ” ใส่ 3 ไอดอลสาวBNK48 ในรายการรถตู้ในตำนาน The Driver ที่มี 2 เพื่อนซี้ พลอย หอวัง และ พิชญ์ กาไชย เป็นพิธีกรร่วม

เจองานเข้าอย่างจังเบ้อเร่อ สำหรับก๊วน P Rangers ที่นำรายการรถตู้ในตำนานมาเคาะใหม่ในนาม The Driver โดย EP. ล่าสุด ก็เล่นเอา เหล่าโอตะ ล้างตารอชมเพราะทางรายการได้เชิญไอดอล BNK48 เฌอปราง, ปัญ, มิวสิค มาเป็นแขกรับเชิญร่วมพูดคุยต่อมุกกันในรถ แต่ทว่าความดราม่าก็บังเกิดเมื่อมีบางช่วงบางตอนในรายการ หนุ่มโอ๊ต ดันหลุดปล่อยคำว่า “กล้วย” ลั่นรถ

งานนี้เล่นเอาเหล่าโอตะบางส่วนออกมาแสดงความไม่พอใจ จวกหนุ่มโอ๊ตต่ำตมไม่หยุดเช่นเคย

แต่งานนี้แฟนคลับใครก็แฟนคลับมัน เพราะกองหนุนทีมโอ๊ต ปราโมทย์ ก็ออกมาวี๊ดกลับเหล่าโอตะ อย่าโลกสวย พร้อมไล่ไปดูปลาบู่ทองหรือดาวพระศุกร์ซะ ถ้ามองให้มันเป็นเรื่องบันเทิงไม่ได้

อั้ม พัชราภา ลงภาพย้ำสถานะ กึ้ง เฉลิมชัย คนคุ้นเคยกันทั้งนั้น

ไฮโซหนุ่มสุดฮอตแถวหน้าของวงการของ “กึ้ง เฉลิมชัย” มักจะถูกจับโยงมาเป็นประเด็นรักๆ เลิกๆ กับดาราสาวบ่อยเหลือเกิน ล่าสุดซุปตาร์ “อั้ม พัชราภา” ก็ยังโดนเอี่ยวติดเป็นหนึ่งในผู้หญิงของไฮโซกึ้งไปอีกคน ทำให้เจ้าตัวต้องปฏิเสธแบบขำๆ ว่า สถานะจริงๆ ก็แค่พี่น้องหรือเพื่อนกันจริงๆ

งานนี้ก็เลยขอลงภาพตอกย้ำสถานะชัดๆ ไปอีกสักทีหนึ่ง สาวอั้ม แชะภาพคู่กับ หนุ่มกึ้ง พร้อมแคปชั่นชัดๆ ว่า รู้จักกันมานานถึง 12 ปีแล้ว พี่ชายคนนี้ก็ยังคงฮอตเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ แน่นอนว่า…คนนี้เป็นพี่ชายของอั้มจริงๆ สนิทสนมและร่วมงานกันบ่อยจะตายไป

สาวอั้ม ก็เลยอดใจไม่ไหว ในเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน มีการโพสต์ทวง “อั่งเป่า” สักซองหนึ่งจากเฮีย แม้ว่าปีนี้จะลืมพกมา แต่ยังไงปีหน้าก็ขออั่งเป่าแบบดับเบิ้ลๆ เลยก็แล้วกัน

เสือดำทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ที่โดนล่า อาจเป็นตัวเดียวกับที่โผล่เล่นกล้องปีก่อน

    เจ้าหน้าที่พบเศษซากกระดูกขา-ลำไส้ เชื่อเป็นของเสือดำที่ถูก “เปรมชัย” ล่า เร่งนำพิสูจน์ โยงอาจเป็นตัวเดียวกับที่โผล่มาเล่นกล้องเมื่อปีก่อน

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.) เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ได้ลงพื้นที่ตามหาหลักฐานบริเวณลำห้วยปะชิ จุดใกล้กับที่ นายเปรมชัย กรรณสูต และคณะตั้งแคมป์ล่าสัตว์ หลังจากที่ค้นหาอยู่หลายชั่วโมง ก็ได้พบกับชิ้นส่วนกระดูกขา 2 ชิ้น เศษกระดูกอีก 2 ชิ้น และลำไส้ใหญ่ ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนขาหลังของเสือดำที่ถูกล่า

ขณะที่การตรวจสอบแนววิถีกระสุนปืนรอบๆ พื้นที่ตั้งแคมป์ของนายเปรมชัย พบรอยกระสุนที่ต้นไม้ 2 จุด โขดหินอีกจุด รวมทั้งพบกองมูลเสือ 3 กอง และกระจุกขนเสือดำอยู่ใกล้ๆ ลำห้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดที่มียิงล่าเสือดำ ก่อนที่เสือดำจะวิ่งหนีตามสัญชาตญาณและไปสิ้นใจตายอยู่ตรงจุดที่พบกองมูล

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังสันนิษฐานว่า เสือดำที่ถูกล่าในครั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะเป็นเสือดำเพศผู้ เพราะวิเคราะห์พฤติกรรมจากกล้องวิจัยที่เคยตั้งเก็บภาพเอาไว้ห่างจากจุดชำแหละ 100 เมตร ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งหากินของเสือดำและเป็นตัวเดียวกันที่พบในภาพ

ขณะเดียวกันก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า เสือดำตัวนี้เป็นตัวเดียวกันที่เคยเป็นข่าวเมื่อราวๆ ปีก่อน ที่มีการเผยแพร่คลิปภาพเสือดำโผล่มาเล่นกล้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ซึ่งเป็นผืนป่าที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า แต่ยังต้องรอผลการตรวจซากและพิสูจน์แน่ชัดเสียก่อนว่าจะเป็นเสือดำตัวเดียวกันหรือไม่

อายัดบ้านตากอากาศ ‘เปรมชัย’ รุกป่าภูเรือ 6 พันไร่ รัฐสูญ 600 ล้าน

       ตร.เข้าอายัดบ้านตากอากาศ “เปรมชัย” พบบุกรุกป่า 6 พันไร่ รัฐเสียประโยชน์กว่า 600 ล้าน ขณะที่ป่าไม้เตรียมฟ้องแพ่ง และเร่งขยายผลหาการบุกรุกในจังหวัดอื่น

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านชัยชนะ ที่เป็นบ้านพักตากอากาศของนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์จำกัด(มหาชน) และพวกอีก 3 คนในคดีบุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อล่าสัตว์ ซึ่งบ้านพักตากอากาศดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ ภูเรือวโนทยาน สวนเกษตร ในอำเภอภูเรือ โดยมีนายสงวน ชินระนาท ผู้จัดการเป็นผู้นำสำรวจ

จากการตรวจสอบพบมีอาคารก่อสร้างปลูกอยู่ภายในพื้นที่ 3 หลัง มีถนนลาดยาง และฝายน้ำจำนวน 3 ฝาย รวมทั้งในพื้นที่ดังกล่าวยังมีการเดินเสาไฟฟ้าแยกจากชุมสายเข้ามาผ่านในพื้นที่

ส่วนการสอบถาม นายสงวน ทราบว่า นายเปรมชัย เคยมาพักตากอากาศ แต่ไม่บ่อยและทุกครั้งที่จะมาพักตากอากาศ จะไม่มีการแจ้งมาล่วงหน้า และจะไม่มีใครรู้ว่ามาวันไหน และกลับวันไหน ส่วนมากจะเป็นเครือญาติที่มาตากอากาศ

พลตำรวจเอกศรีวราห์ ระบุว่า การบุกรุกที่ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อรัฐกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ทางกรมป่าไม้และกรมที่ดินได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อกรรมการบริษัทซีพีเคแล้ว ฐานบุกรุกพื้นที่ป่า ส่วนกรรมการบริษัทดังกล่าวจะเป็นเครือญาติกับนายเปรมชัยหรือไม่ ต้องขอตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง โดยต่อจากนี้ทราบว่ากรมป่าไม้จะมีการขยายผลตรวจสอบไปในทุกจังหวัดว่าจะมีการบุกรุกในลักษณะนี้อีกหรือไม่

ขณะที่ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการ 5 ฝ่าย เพื่อตรวจสอบที่ดินกว่า 6 พันไร่ที่พบว่ามีการบุกรุก โดยจะตรวจสอบว่าบุกรุกกี่ไร่และใช้ประโยชน์อะไรบ้าง โดยหลังจากนี้เตรียมดำเนินคดีทางแพ่งกับทางบริษัทดังกล่าวเนื่องจากสร้างความเสียหายต่อรัฐ ประมาณไร่ละ 1 หมื่น หรือประมาณ 62 ล้านบาท รวมถึงจะยึดที่ดินคืนทั้งหมด และเข้ามาปรับปรุงพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นแหล่งต้นน้ำและมีความเปราะบางมาก จะมีความสำคัญทางธรรมชาติ

บอย พีซเมคเกอร์ แต่ง เจี๊ยบ แน่นอนปีนี้ รักมา 13 ปีไม่อยากให้โฟกัสสินสอด

ออกมาคอนเฟิร์มให้ได้ฟังกันชัดๆ แล้ว สำหรับนักร้องหนุ่ม “บอย อนุวัฒน์” หรือ “บอย พีซเมคเกอร์” ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้เผยว่ามีแพลนเตรียมแต่งหวานใจสาว “เจี๊ยบ พิจิตรา” ปลายปีนี้แน่นอนหลังจากที่ต้องเลื่อนมาหลายครั้ง พร้อมวอนอย่าโฟกัสเรื่องสินสอดเพราะไม่อยากให้เป็นประเด็น อีกอย่างตนเชื่อว่า คบมา 13 ปี ความรักมีค่ามากกว่าเงินทองแน่นอน

เห็นบอกว่าจะมีข่าวดีในปีนี้ใช่ไหม ?
“วันนั้นว่าที่เจ้าสาวเขาพูดไปแล้วใช่ไหมครับ ก็น่าจะประมาณนั้น คือตอนนี้กำลังหาวันลงตัวกับสถานที่ และเช็คตัวเองว่าตรงกับวันที่เราว่างหรือเปล่า จริงๆ เราไม่มีฤกษ์กันเลยครับ เอาฤกษ์สะดวก ตัวคุณเจี๊ยบเองเขาอยากจะจัดวันธรรมดาเช่น วันศุกร์ อะไรทำนองนี้ เพราะบางทีวันเสาร์อาทิตย์หลายคนคงต้องการใช้เป็นวันครอบครัว อีกอย่างวันศุกร์เลิกงานแล้วก็มางานแต่งต่อซึ่งมันก็สามารถลากยาวได้โดยไม่ต้องกลัวว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นสายไหม”

งานแต่งจะถูกจัดขึ้นปลายปีนี้ใช่ไหม ?
“ที่คิดเอาไว้คือช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคมครับ ปีนี้คือชัวร์แล้วไม่มีเลื่อนแล้วครับ”

คบกันมากี่ปีแล้ว ?
“โห ปีนี้ปีที่ 13 แล้วครับ ที่ผมต้องแต่งปีนี้เพราะต่อไปกลัวพวกพี่สื่อจะไม่ถามแล้วไง (หัวเราะ) จริงๆ เราอยากจะแต่งกันมานานแล้ว เพียงแต่มีหลายๆ อย่างเข้ามา ทั้งงานและธุรกิจเลยทำให้แพลนนี้ต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ ถ้าถามว่าตอนนี้ทุกอย่างลงตัวไหม คือมันก็ยังยุ่งเหมือนเดิมครับ แต่เราพยายามจัดสรร อีกอย่างทางคุณยายของเจี๊ยบได้บอกว่ายายจะเดินไม่ไหวแล้ว ทางคุณแม่ผมก็เริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ เราเลยอยากให้พวกเขามางานแต่งลูกหลานแล้วได้แต่งตัว แต่งหน้าสวยๆ ส่วนเรื่องธีมของงานแต่งผมยกให้เจี๊ยบเป็นคนจัดการเต็มที่ครับ”

เห็นเจี๊ยบบอกว่าเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวมา 3 ปีแล้ว ?
“(หัวเราะ) จริงๆ เขาคงเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าหนี ทุกอย่างผมยกให้เขาจัดการหมดเลย เพราะผมคิดว่าวันนั้นต้องเป็นวันที่เขาสวยที่สุดและเป็นวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในแบบที่เขาต้องการทั้งหมด เราเลยมอบให้เขาเป็นคนตัดสินใจ จะไม่มีการตีกันแน่นอน”

ทางเจี๊ยบเองตื่นเต้นไหม ?
“ก็ตื่นเต้นครับ ตอนนี้เขาก็มีเลือกธีมไว้คร่าวๆ มีชุดที่ตัวเองชอบ แต่ตัวผมยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย (หัวเราะ) ผู้ชายคงไม่ได้ยุ่งยากเท่าของผู้หญิงหรอกครับ ก็แค่สูทง่ายๆ แต่เรื่องสีเดี๋ยวค่อยให้คุณเจี๊ยบช่วยเลือกให้”

งานแต่งจะยิ่งใหญ่อลังการแค่ไหน ?
“คงจะเรียบๆ ง่ายๆ ครับ เพราะเกรงใจแขกที่มาในงาน อยากให้สบายๆ ที่สุด ไม่ต้องเหนื่อยในการเตรียมตัว”

ตอนนี้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคุยกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ?
“คุยกันหลายปีแล้วด้วยครับ คุยจนบางทีลืม (ยิ้ม) แต่ปีนี้ชัวร์แน่ๆ ครับ”

คบกันมาหลายปี เรื่องสินสอดก็ต้องมีแน่นเหมือนกันใช่ไหม ?
“อย่ากดดันสิครับ สินสอดก็สบายๆ เดี๋ยวมันจะเป็นประเด็นเนอะ จริงๆ ก็ไม่กลัวคนจับตามองเรื่องหรอกครับ เพราะผมมองว่าเรื่องของความรักมันสำคัญกว่านั้น ผมว่า 13 ปีที่เราคบกันมามันสำคัญกว่าเรื่องเงินทองหรือสินสอด คุณแม่เจี๊ยบ คุณแม่ผม ไม่มีใครพูดเรื่องพวกนี้ ที่ไม่ได้พูดไม่ได้แปลว่าไม่สนใจนะครับ แต่เขาแค่อยากให้เราเริ่มสร้างครอบครัวได้แล้ว คือสำคัญตรงนี้มากกว่าตรงที่จะไปโฟกัสว่าต้องเรียกสินสอดเท่าไหร่ อีกอย่างผมมั่นใจว่าสุดท้ายแล้วมันก็ต้องกลับมาเป็นของเราอยู่ดี (หัวเราะ)”

วางแผนไว้จะมีลูกเลยไหม ?
“เป็นไปตามธรรมชาติครับ ตามสภาวะกระเป๋าสตางค์ของเราด้วย ถ้าถามว่าอยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย ทั้งผมและเจี๊ยบชอบเด็กผู้ชายครับ ก็หวังว่าจะได้ แต่ถ้าถามว่าเหตุผลที่แต่งงานนั้นเพราะอยากจะรีบมีลูกหรือเปล่า หลักๆ เลยคือเราอยากสร้างครอบครัวมากกว่า ส่วนน้องจะมาไหมอันนี้ก็แล้วแต่พระเจ้าจะให้ ถ้าพระเจ้าให้มาจะเป็นเพศไหนผมก็ยินดี”

ตัวเจี๊ยบเองอยากมีลูกไหม ?
“ผมว่าเขาอยากมี แต่เขาแค่กลัวว่าถ้ามีแล้วจะเลี้ยงได้ไม่ดี เพราะตัวเขาเป็นคนหัวโบราณมาก กลัวว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะเป็นแบบที่ฉันเป็นไหม”

ค่าฝุ่นละอองกทม.ไม่เกินมาตรฐานแล้ว หนาวอีกรอบ 12-14 ก.พ.

(12 ก.พ.) กรมควบคุมมลพิษเผยแพร่รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 ณ เวลา 8.00 น. โดยระบุว่าปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 38-49 มคก./ลบ.ม. อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.)ทุกพื้นที่ และปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานลักษณะอากาศทั่วไป บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวโดยทั่วไป กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2561 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นลงกับมีลมแรง และอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

พยากรณ์อากาศสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีหมอกในตอนเช้า กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ย้อนรอย ดร.กาญจนา ผอ.สำนักอนุรักษ์ เคยฟ้อง ติ๊ก เจษฎาพร รุกป่าภูคิ้ง

จากกรณีที่ ดร.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงข่าวการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทยฯ และไม่ได้เป็นแขกพิเศษตามที่ถูกกล่าวอ้าง ระบุตัวเองได้รับโทรศัพท์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแจ้งความประสงค์ก่อนล่วงหน้าที่จะเข้าพื้นที่ โดยแจ้งว่าจะเข้าไปกางเต็นท์ เพื่อศึกษาธรรมชาติ

โดยจะเดินทางเข้าไปพื้นที่ จำนวน 4 คน มีการสอบถามว่าหากจะเข้าไปพักในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรต้องทำอย่างไร ก็ได้บอกข้อมูลเบื้องต้นและประสานไปยังหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ตะวันตก ซึ่งก็เป็นการทำงานตามขั้นตอนปกติ คือมีการทำหนังสือขออนุญาตตามขั้นตอนปกติ

และขอยืนยันว่าไม่ใช่แขกของตนเองตามที่มีการกล่าวอ้าง เพราะทำทุกอย่างตามขั้นตอน การจะอนุญาตเข้าพักได้หรือไม่ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีอำนาจตัดสินใจ และตามขั้นตอนจะต้องแจ้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 เพชรบุรี (สบอ.3) ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (7 ก.พ.) ในโลกออนไลน์ก็ได้มีการแชร์ข่าวเมื่อปี พ.ศ.2554 ซึ่ง ดร.กาญจนา ซึ่งในขณะนั้น อยู่ในฐานะหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้แจ้งจับ นายเจษฎาภรณ์ ผลดี หรือ ติ๊ก ดารานักแสดงชื่อดัง ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ขณะไปถ่ายทำรายการเนวิเกเตอร์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

โดย ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ได้เข้าไปในพื้นที่ป่าหวงห้ามบนภูคิ้ง เขตรอยต่อ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ผิดตามข้อตกลงที่ขออนุญาตไว้

ต่อมา พ.ต.ท.ศรายุทธ ดาวแจ้ง พนักงานสอบสวน สภ.เกษตรสมบูรณ์ เจ้าของคดี เปิดเผยว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายผู้แจ้งตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องพระเอกดัง และรายการเนวิเกเตอร์

และส่งให้อัยการพิจารณาแล้ว ซึ่งก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้แล้วด้วยเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่าต่างฝ่ายก็มีเจตนาที่ดีร่วมกันป้องกันรักษาป่า และอยากให้เป็นกรณีศึกษาได้เป็นบทเรียนร่วมกันต่อไปมากกว่า ซึ่งคดีนี้สามารถเจรจากันได้และต่างฝ่ายก็ไม่ได้มีความติดใจอะไรต่อกัน

ขณะที่ ดร.กาญจนา นิตยะ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ในขณะนั้น) เปิดเผยว่า ในเรื่องการยกฟ้อง ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี และรายการเนวิเกเตอร์ หลังมีการแจ้งความดำเนินคดี ก็เป็นเรื่องที่ได้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากันตามพยานฐานหลักฐาน ซึ่งก็มีแนวทางที่จะเอาผิดได้โดยเฉพาะเรื่องการฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะเห็นสมควรได้

และคดีนี้ก็ไม่อยากไปทะเลาะกับใคร โดยเฉพาะดาราดัง ที่เข้าใจว่าอาจจะมีเจตนาที่ดีที่อยากจะร่วมรักษาป่า สัตว์ป่า ร่วมกัน และก็อยากจะสร้างมาตรฐานที่ให้ทุกคนได้ตระหนักร่วมกันจากนี้ไปว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดีร่วมกันต่อไปด้วย

คณบดีวนศาสตร์ ม.เกษตร แถลงจุดยืนกรณี “บิ๊กอิตาเลียนไทย” ล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวร

ในการเสวนาหัวข้อเรื่อง “การจัดการสัตว์ป่าเมืองไทย กรณีทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก” ผศ.ดร. นิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงจุดยืนของคณะในการจัดการสัตว์ป่า รวมถึงกรณีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยขอให้สื่อมวลชนและประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่าให้กระแสจางไปเหมือนในกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา

“จุดยืนของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษาที่ดำรงอยู่มานานกว่า 80 ปี ก็คงต้องดำรงต่อไปอย่างเข้มข้นและจริงจัง ในทางคดีก็ต้องเข้มข้นต่อไป แต่ผมก็เชื่อว่าเราต้องทำอย่างจริงจัง ตรงไปตรงมา พี่น้องคนไทยทุกคนต้องทำให้ผลของการกระทำได้ปรากฏและเป็นบทเรียนให้กับสังคมไทย หลักฐานทางคดีหลายเรื่อง เรามีห้องปฏิบัติการที่ใช้เรื่องนิติวิทยาศาสตร์ในเรื่องการจัดการสัตว์ป่า อาจารย์หลายท่านก็พยายามทำโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้ ในฐานะคนกลาง เพื่อจะได้มีหลักฐานยืนยันที่ถูกต้อง” ผศ.ดร. นิคมกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ประชาชน “คว่ำบาตรทางสังคม” หากกระบวนการทางกฎหมายไม่สามารถเอาผิดผู้ที่ละเมิดกฎหมายได้

“คณะวนศาสตร์ก็ขอเป็นอีกแรงในการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้อย่างเข้มข้น สิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากล เราก็จะฟ้องประชาชนด้วยวิธีการต่างๆ หากในเรื่องกฎหมายที่คดีไม่สามารถเอาผิดได้ สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างในระดับโลกก็คือ Social Sanction ไม่คบค้าสมาคมด้วย ไม่ทำธุรกิจด้วย ไม่พูดคุยด้วย สิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาอยู่ในสังคมไทยยากขึ้น”

“ผมเชื่อว่าชนชั้นนำในสังคมไทยที่ท่านเรียกว่าอภิชนอาจจะมีอีกพอสมควร ขอใช้วันนี้พูดว่า เลิกเถอะครับ ที่จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใครผู้ใดที่คิดจะทำก็ต้องยุติและหันกลับมาช่วยทำให้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น ขอให้สื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงให้คนไทยได้เรียนรู้เรื่องทรัพยากรป่าไม้ให้มากขึ้น คณะวนศาสตร์มีนิสิต ทั้งหัวหน้าวิเชียร ทั้งคุณสืบ และอีกหลายคน เราคงไม่ต้องการบันทึกรายชื่ออยู่หน้าอนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ แต่เราต้องการพนักงานป่าไม้ที่มีชีวิตและทำงานอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ คนไทย รุ่นน้องลูกหลานให้ความเคารพในฐานะคนที่ยึดมั่นอุดมการณ์วนศาสตร์” ผศ.ดร. นิคมกล่าวสรุป

สะพรึงมาก หนุ่มเยอรมันกว่าร้อยคน เสียชีวิตด้วยการช่วยตัวเองแบบพิสดาร

เปิดสถิติจากการศึกษาวิจัย พบว่าหนุ่มเยอรมันกว่าร้อยคน เสียชีวิตจากการช่วยตัวเองด้วยวิธีพิสดาร

สำนักข่าวต่างประเทศ (9 ก.พ.) รายงานข่าวที่ตกเป็นที่ฮือฮามาก เพราะจากข้อมูลงานวิจัยพบว่าในแต่ละปีนั้น หนุ่มเยอรมันกว่า 100 คน ที่เสียชีวิตจากการช่วยตัวเองด้วยวิธีพิสดาร

รายงานระบุว่า บางคนมีความต้องการทางเพศสูง มีรสนิยมในการสร้างความพึงพอใจทางเพศให้กับตัวเองด้วยวิธีแปลกๆ เช่น การช่วยตัวเองในลักษณะที่ทำให้ตัวเองขาดออกซิเจนด้วยการนำถุงพลาสติกมาครอบหัว หรือบางคนช่วยตัวเองด้วยการใช้ไฟจากต้นคริสต์มาส จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อตัวเองถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้ รายงานแจ้งว่าการเสียชีวิตอาจจะมีมากกว่าที่ตกเป็นข่าว เนื่องจากบางครอบครัวไม่ได้เปิดเผยเนื่องจากเกิดการอับอายต่อสังคม

พิสูจน์แล้ว ‘เสือดำ’ ถูกยิง 5 นัด กระสุนเจาะหัวและลำตัว

ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ตรวจสอบเบื้องต้นพบเสือดำป่าทุ่งใหญ่ถูกยิงจากด้านหน้า จำนวน 5 นัด กระสุนเจาะที่หัวและลำตัว

วันที่ 8 ก.พ. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ พ.ต.อ.สมหมาย โชติกะนาวิน นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 รักษาราชการแทน นักวิทยาศาสตร์ (สบ 4) จ.กาญจนบุรี ได้จำลองเหตุการณ์การยิงเสือดำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ด้วยการนำหัวกะโหลกมาใส่กับซากเสือดำให้อยู่ในลักษณะยืนเพื่อหาวิถีกระสุน

เบื้องต้น พบมีร่องรอยกระสุนในตัวเสือทั้งหมด 5 รู บริเวณใบหูฝั่งขวา, หัวกะโหลก และลำตัว รวมทั้งหมด 5 รูกระสุน จากวิถีกระสุนคาดว่าผู้ยิงน่าจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าเสือดำ ทิศทางของกระสุนทำมุม 30 องศา ยิงจากด้านหน้า ผ่านไปด้านหลัง

ทั้งนี้ หลังจากตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 7 พิสูจน์ซากเสือตัวนี้ในเบื้องต้นแล้ว จะต้องรอทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาชันสูตรซากเสือดำอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อเก็บหลักฐานครบทั้งหมด จากนั้นจะนำซากเสือดำตัวนี้ไปสต๊าฟเพื่อเป็นกรณีศึกษาต่อไป