ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาสนับสนุนกระทำความผิด ‘น้องเป็ด’ เพื่อน ‘น้องหญิง’ โดดรถเทรลเลอร์

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาสนับสนุนกระทำความผิด ‘น้องเป็ด’ เพื่อน ‘น้องหญิง’ โดดรถเทรลเลอร์ หลังให้ปากคำกรณีดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ น.ส.นรีกานต์ หรือหญิง ยาวิราช ที่กระโดดลงจากรถเทเลอร์ของ นายสุรพล หรืออ๊อฟ ดาราคำ อายุ 23 ปี ซึ่งทางญาติไม่เชื่อว่า เป็นการกระโดดลงมาจากรถเทเลอร์แล้วเสียชีวิต ที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวานนี้(29 ก.ค.) เมื่อเวลา 18.30 น. ที่สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา น.ส.สิรินาถ หรือเป็ด รอบรัมย์ อายุ 18 ปี ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ฤทธิ์ ศิริเทพ ผกก.สภ.บางปะอิน พ.ตอ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร.ต.อ.ประเสริฐศักดิ์ วงค์ภูผานนท์ พนักงานสอบสวน สภ. บางปะอิน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีน้องหญิงกระโดดลงจากรถเทเลอร์แล้วเสียชีวิตปริศนา
ใช้เวลาในการสอบสวนนานหลายชั่วโมง

ต่อมา น.ส.สิรินาถ หรือน้องเป็ด ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ในวันเกิดเหตุหลังออกจากร้านอาหารแล้วได้พยายามหาแท็กซี่ เพื่อที่จะให้ไปส่งน้องหญิงแล้ว ไม่มีรถแท็กซี่ ซึ่งขณะนั้นใกล้เวลาที่นายท๊อปแฟนของตนเอง และนายอ๊อฟ ต้องรีบขับรถเทรลเลอร์เพื่อไปขึ้นสินค้า เกรงว่าจะไม่ทันเวลา จึงได้รีบกลับมาขับรถเทรลเลอร์ โดยตนและท๊อปมุ่งหน้าไปสระบุรี ส่วนนายอ๊อฟต้องไป ที่ย่านสุวรรณภูมิ จึงอาสาที่จะแวะไปส่งน้องหญิง ซึ่งหลังจากนั้นไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ขอปฎิเสธว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต หรือเป็นนกต่ออย่างที่เข้าใจกัน ส่วนตัวตนเองกับอ๊อฟ รู้จักกันมานาน เป็นคนดีในสายตาของตน ระหว่างที่อยู่ในร้านไม่มีพฤติกรรมที่จะลวนลามหรือจะจีบน้องหญิงแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่น้องเป็นกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าวอยู่เริ่มมีเสียงสั่นเครือ จากนั้นได้เดินหลบผู้สื่อข่าวไปทันที โดยไม่ยอมให้ข้อมูลอีก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตพ.ต.อ.ฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำการสอบสวนน้องเป็ดพยานที่อยู่ในร้านอาหารและเป็นเพื่อนกับน้องหญิง ประกอบกับมีพยานหลักฐานหลายอย่างทั้งคลิปเสียงและพยานบุคคล จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้การสนับสนุนการกระทำความผิดกักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งการสอบสวนอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการก่อน นอกจากนี้ นายท๊อปพยานอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เรียกให้มาปากคำแล้วแต่อ้างว่าติดธุระจะเดินทางมาในวันนี้(30 ก.ค.2561)

ระทึก! สามล้อชนสนั่นเก๋ง พลิกตะแคงแก๊สรั่วไหล บน ถ.สาทรเหนือ

ระทึก! สามล้อเครื่องชนสนั่นเก๋ง พลิกตะแคงแก๊สรั่วไหล บน ถ.สาทรเหนือ โชคดีไร้เจ็บ-เสียชีวิต

วันนี้(26 ก.ค.) เวลา 02.22 น. เกิดอุบัติเหตุ บนถนนสาทรเหนือcasino-viva9988.net ช่วงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน แยกสุรศักดิ์ รถเก๋งชนกับรถสามล้อเครื่อง จนพลิกตะแคง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เร่งช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยุพระราม199 รายงานเพิ่มเติมว่าเหตุเกิดที่แยกสาทร-สุรศักดิ์ ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร รถสามล้อเครื่อง ทะเบียน สก 3xxx กทม.เฉี่ยวชนกับรถเก๋งโตโยต้า รุ่นยาริส สีส้ม ทะเบียน 6กฏ 9xxx กทม. ทำให้รถสามล้อเครื่องพลิกตะแคงและมีแก๊สรั่วไหล เจ้าหน้าที่ต้องใช้ฉีดพรม เพื่อให้แก๊สระบายหมดจากถัง โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

อัยการ ยันยื่นอุทธรณ์ลงโทษจำเลย คดีฆ่าลูกของชายโดดตึกศาลอาญา

อัยการ เตรียมขอคัดคำพิพากษาคดีฆ่าวัยรุ่นช่วงสงกรานต์ ปี 59 ของชายโดดตึกศาลอาญา ยื่นอุทธรณ์ ลงโทษจำเลย ชี้ทำงานเต็มที่

วันนี้(25 ก.ค.) นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตนเองได้เข้าพบอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 และ นายนพพล เปียงใจ อัยการเจ้าของสำนวน การเสียชีวิตของ นายธนิต ทัฬหสุนทร บุตรของนายศุภชัย ทัฬหสุนทร ชายที่กระโดดอาคารศาลอาญา ลงมาเสียชีวิต ทราบว่า อัยการได้รับสำนวนคดีจากพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง มาพร้อมพิจารณาสั่งคดีและฟ้องคดีไปโดยครบถ้วนโดยไม่มีข้อบกพร่อง

โดยอัยการจะเสนอพยานโจทก์จำนวน 7 ปาก แต่นำมาเบิกความได้ไม่ครบ ส่วนภาพจากทีวีวงจรปิดอัยการได้มีหนังสือให้พนักงานสอบสวนนำมาใช้เป็นหลักฐานในคดีให้ได้ ก็ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมเข้าในสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นกระแสความ ทั้งนี้อัยการก็นำสืบพยานอย่างเต็มที่ สำหรับพยานเบื้องต้นที่เป็นประจักษ์พยาน แต่มีอาการป่วยทางจิต บิดาของพยานก็ยื่นคำแถลงเข้ามา พร้อมใบรับรองแพทย์ประกอบ จึงไม่ได้นำสืบ

สำหรับคดีนี้ซึ่งมีเยาวชนชาย อายุ 16 ปีเศษ เป็นผู้ต้องหาร่วมนั้น อยู่ระหว่างการสืบพยานของ ศาลเยาวชนฯ และคดีนี้ อัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ได้สั่งรวบรวมเอกสารในสำนวนคดีทั้งหมด รวมทั้งเตรียมยื่นขอคัดคำพิพากษาจากศาลอาญา เพื่อพิจารณาทำความเห็นเสนอต่ออธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคดีศาลสูง เพื่อพิจารณายื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลย โดยจะเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลไทยใช้ระบบกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญัญัติว่า หากพยานหลักฐานในคดียังมีข้อสงสัยให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย โดยพิพากษายกฟ้อง

หนุ่มมอเตอร์ไซค์ใจดีขยับรถให้หน่วยกู้ภัยจนเกือบถูกสิบล้อทับ

วันนี้ (23 กรกฎาคม 2561) ที่ จ.นครสวรรค์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “นายน้ำฝน วสันต์ ศรีเจริญ” โพสต์คลิปภาพจากกล้องหน้ารถ ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่จอดรถติดไฟแดง อยู่ด้านหลังรถจักรยานยนต์ที่มีชายวัยรุ่นรายหนึ่งจอดติดไฟแดงอยู่ด้วยเช่นกัน แต่แล้วเมื่อชายวัยรุ่นรายนั้นได้หันกลับมามองด้านหลัง แล้วเห็นว่าเป็นรถกู้ภัย จึงขยับรถไปอยู่ในฝั่งเลนทางขวาเพื่อเปิดทางให้ แต่ปรากฏว่า พอถึงเวลาไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว กลับทำให้ถูกรถบรรทุกปูนพุ่งเข้าชนท้ายจนรถเกือบล้ม แต่เคราะห์ดีที่เป็นจังหวะออกตัว จึงทำให้รถบรรทุกคันดังกล่าวชนไม่แรงมาก ชายผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์จึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดอีกทั้ง ผู้โพสต์คลิปยังได้มีการระบุข้อความด้วยว่า “คาตา..ต่อหน้ากันเลย..แยกไฟแดง อ.พยุหะคีรี..น้องขับรถมอไซค์มาจอดติดไฟแดงพร้อมกันแต่น้องจอดหน้ารถมูลนิธิเรา..น้องเขาใจดีเลยขยับรถมอไซด์หลบให้รถมูลนิธิเรา..ไปจอดหน้ารถพ่วง..พอไฟเขียวรถพ่วงคงมองไม่เห็น..ชนท้ายรถมอไซค์น้องเขาเกือบล้มเลย.ยังดีน้องไม่เป็นไร..ขอบคุณในความมีน้ำใจของน้องที่หลบรถให้…แล้วรถพ่วงก็จอดเคียร์กับน้องต่อไป..เตือนภัยกันไว้อย่าจอดรถในจุดอับสายตาของรถใหญ่”

จากการสอบถามไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กที่โพสต์คลิปภาพดังกล่าว ทราบชื่อคือ นายวสันต์ ศรีเจริญ เป็นเจ้าหน้าที่อาสาบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิการกุศลตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนและเพื่อนอาสาอีกคน ต้องขับรถของมูลนิธิเดินทางไปรับศพผู้เสียชีวิตที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อ.เมืองนครสวรรค์ เพื่อนำกลับมาส่งให้กับญาติพี่น้องนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ อ.ตาคลี โดยในระหว่างขากลับ ได้ขับรถมาจอดติดไฟแดงที่สี่แยกพยุหะคีรี พื้นที่ อ.พยุหะคีรี ซึ่งรถที่ตนขับfourdclassics.com ได้มาจอดต่อท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีชายวัยรุ่นเป็นผู้ขับขี่ จนกระทั่งสักพัก ชายวัยรุ่นคนนั้นได้หันหลังกลับมามองที่รถ เห็นว่ารถตนเป็นรถกู้ภัย จึงใจดีและหลบให้

โดยขยับรถไปอยู่อีกเลนถนนทางฝั่งขวาที่มีรถบรรทุกปูนจอดติดไฟแดงอยู่เช่นกัน แล้วปรากฏว่า ในจังหวะที่สัญญาณไฟจราจรเป็นไฟเขียว รถบรรทุกปูนที่เชื่อว่า น่าจะมองไม่เห็น เพราะชายวัยรุ่นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้เคลื่อนรถไปอยู่ที่มุมอับ จึงทำให้ถูกรถบรรทุกที่กำลังออกตัวพุงเข้าชนท้ายตามที่เห็นภาพในคลิป แต่เคราะห์ดีที่ชนไม่แรงมาก จึงไม่ได้รับบาดเจ็บ และหลังเกิดเหตุ ทั้งผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนขับรถบรรทุกปูน ได้มาจอดรถพูดคุยกัน ซึ่งในขณะนั้น ตนต้องรีบเดินทางกลับให้ทันตามเวลา เลยไม่ทราบว่า ทั้งคู่พูดคุยเจรจาอะไรกันบ้าง แต่ตนเชื่อว่า ต่างฝ่ายน่าจะขอโทษกันมากกว่า

นายวสันต์ ยังบอกด้วยว่า ขอขอบคุณในความใจดีที่ชายวัยรุ่นหลบรถเพื่อหลีกทางให้กับรถกู้ภัยของตนจนเกือบจะประสบอุบัติเหตุเสียเอง ซึ่งตนก็ขอฝากเตือนไปยังผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เรื่องการจอดรถใกล้ๆ รถบรรทุกขนาดใหญ่ ไม่ควรที่จะจอดใกล้มาก เนื่องจากรถบรรทุกเป็นรถขนาดใหญ่ จึงทำให้มีจุดอับสายตาหลายจุดที่คนขับอาจจะมองไม่เห็น อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้

อุตุฯ ประกาศเตือน ‘พายุดีเปรสชั่น’ ฉบับที่ 3 ภาคเหนือฝนตกชุก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน

อุตุฯ ประกาศเตือน ‘พายุดีเปรสชั่น’ ฉบับที่ 3 ภาคเหนือฝนตกชุก ระวังน้ำท่วมฉับพลัน สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง

วันนี้ (22 ก.ค. 61) เวลา 22.00 น. พายุดีเปรสชันบริเวณอ่าวตังเกี๋ย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 109.0 องศาตะวันออก พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันออกค่อนทางเหนือเล็กน้อยอย่างช้าๆ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2561 ส่งผลกระทบทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง ส่วนคลื่นลม บริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ช่างภาพหนุ่มสุดซวย!! ตกท่อน้ำโรงพยาบาลดังปากเกร็ด

ช่างภาพหนุ่มสุดซวยรถล้มไปล้างแผล แต่ตกท่อน้ำในรพ.ดังย่านปากเกร็ด
เมื่อวานนี้ (6 มิ.ย.61) มีรายงานข่าวแจ้งว่า มีช่างภาพสื่อมวลชน ขณะไปโรงพยาลแห่งหนึ่งชื่อดังย่านปากเกร็ดแต่ต้องซวยซ้ำ ขณะเดินผ่านฝาท่อระบายน้ำภายในโรงพยาบาล ปรากฏว่าฝาท่อชำรุด โดยไม่มีป้ายหรือเครื่องหมายเตือนfourdclassics.com จึงตกลงไปทำให้ได้รับบาดเจ็บ จึงอยากฝากโรงพยาบาลเร่งแก้ไขด่วน เนื่องจากเกรงว่าจะมีประชาชนอาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ผู้เสียชีวิต 7 ราย จำนวน 6.3 ล้านบาท

คปภ. เร่งรัดให้บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทน ให้กับทายาทผู้เสียชีวิต 7 ราย แล้ว จำนวน 6.3 ล้านบาท จากกรณีอุบัติเหตุรถชนที่จังหวัดชลบุรี นัดจ่ายค่าสินไหมฯวันที่ 8 มิถุนายนนี้
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากกรณี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ได้เกิดอุบัติเหตุรถพ่วง หมายเลขทะเบียนหัว 79-6606 กรุงเทพมหานคร และส่วนหางหมายเลขทะเบียน 79-8003 กรุงเทพมหานคร เฉี่ยวชนรถ 3 คันที่ จอดอยู่บริเวณไหล่ทาง คือ 1. รถยนต์ หมายเลขทะเบียน ฆง-6408 กรุงเทพมหานคร 2. รถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 72-0804 นครปฐม และ 3. รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ถส-3339 กรุงเทพมหานคร 2561 บนพื้นที่ ตำบลบางนาง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 7 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย
จากการติดตามและประสานงานอย่างใกล้ชิดของสำนักงาน คปภ. ส่วนกลาง สำนักงาน คปภ. จังหวัดชลบุรี และสำนักงาน คปภ. จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ฆง-6408 กทม.ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัทประกันคุ้มภัยจำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ DM7260RS0683001001 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 8 ธันวาคม 2561 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 1 DM7060RS3679 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2560 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 8 ธันวาคม 2561 2. รถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 72-0804 นครปฐม ไม่พบข้อมูลการทำประกันภัย3.รถยนต์กระบะ เลขทะเบียน ถส-3339 กรุงเทพมหานคร ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด(มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 00061MC0/6101/00109-6 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2561 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 20 มกราคม 2562 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท2+ กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 00061V5016101/00001-0 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2561 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 20 มกราคม 2561

4.รถพ่วงหมายเลขทะเบียนหัว 79-6606 กรุงเทพมหานคร ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ 15AC1000298200000201706 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2560 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 30 มิถุนายน 2561 และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 3 กรมธรรม์ที่ 15AV3000079400000201707 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2560 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 30 กันยายน 2561 และส่วนหางหมายเลขทะเบียน 79-8003 กรุงเทพมหานคร ได้ทำประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ไว้กับ บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่15AC1000446300000201709 เริ่มความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 30 2560 สิ้นสุดความคุ้มครองวันที่ 30 กันยายน 2561

เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ.จังหวัดศรีสะเกษ เร่งประสานกับ บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัยประกันภัย จำกัด โดยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามพ.ร.บ.แก่ทายาทผู้เสียชีวิต รายละ 900,000 บาท รวม 4 ราย 3,600,000 บาท ทั้งนี้ ได้กำหนดจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับทายาทผู้เสียชีวิตซึ่งมีภูมิลำเนาในจังหวัดศรีษะเกษ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2561 เวลา 13.30 น. ณ ที่ว่าการอำเภอ กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

‘อดุลย์’ สั่งประกันสังคมช่วยเหลือ กรณีสาวผ่าตัดคลอดบุตรเสียชีวิต

รมว.แรงงาน กำชับ ประกันสังคม ช่วยเหลือสาวที่เสียชีวิตจากการคลอดบุตรตามสิทธิ์ที่ได้รับ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกญาติผู้เสียชีวิต
นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่นางสาวเกษรินทร์ สุวะมาตย์ เสียชีวิตจากการผ่าตัดคลอดบุตรที่โรงพยาบาลในจังหวัดอำนาจเจริญตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ นั้น พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการจากกรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสfourdclassics.com ให้สำนักงานประกันสังคมตรวจสอบข้อมูลและให้ความช่วยเหลือตามสิทธิที่พึงได้รับ

ซึ่งในเบื้องต้นพบว่า นางสาวเกษรินทร์ สุวะมาตย์ เป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินจากกองทุนประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 129,896.08 บาท ประกอบด้วย 1. ค่าคลอดบุตร และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร จำนวน 27,107.50 บาท 2. ค่าทำศพ จำนวน 40,000 บาท 3. เงินสงเคราะห์กรณีตาย จำนวน 18,813.20 บาท 4. เงินบำเหน็จชราภาพ จำนวน 43,975.38 บาท

โดย รมว.แรงงาน ได้กำชับให้ สำนักงานประกันสังคมอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคม และให้จ่ายเงินตามสิทธิเพื่อเป็นการช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ

นอกจากนี้ ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ยังได้เรียกร้องค่าเสียหายจากโรงพยาบาลอำนาจเจริญ เป็นเงินจำนวน 400,000 บาท ซึ่งทางโรงพยาบาลได้รับเรื่องและอยู่ระหว่างเสนอผู้บริหารเพื่อพิจารณา

ทั้งนี้ รมว.แรงงาน ยังได้แสดงความเสียใจแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือคุ้มครองดูแลสิทธิของผู้ประกันตนทุกคน หากได้รับความเดือดร้อนจากการรักษาหรือมีปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับการขอรับประโยชน์ทดแทนตามสิทธิที่ได้รับในกรณีต่างๆ

สามารถโทรแจ้งปัญหาเบื้องต้นได้ที่สายด่วน 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง กระทรวงแรงงานจะได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป

เริ่มเก็บค่าผ่านทางวงแหวนรอบนอก ช่วงพระประแดง–บางขุนเทียน 1 ก.ค. นี้

เริ่มเก็บค่าผ่านทาง ถนนวงแหวนรอบนอก ช่วงพระประแดง–ต่างระดับบางขุนเทียน 1 ก.ค. นี้
ตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางแทนกรมทางหลวง ตามมติ ครม. ปี 2554 บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนพระประแดง – บางแค ช่วงพระประแดง – ต่างระดับบางขุนเทียน โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมผ่านทาง ดังนี้

รถ 4 ล้อ 15 บาท

รถ 6 ล้อ 25 บาท

รถที่มีล้อเกิน 6 ล้อขึ้นไป 35 บาท

ซึ่งค่าธรรมเนียมผ่านทางที่จัดเก็บได้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะนำส่งกรมทางหลวง เพื่อเข้าบัญชีเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เก็บรักษา และจะนำไปใช้ในการบำรุงรักษาทาง สะพาน ตลอดจนระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรให้แก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งไฟฟ้าแสงสว่าง กล้อง CCTV โทรศัพท์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ภัย เป็นต้น

รวมทั้งใช้สำหรับก่อสร้างขยายโครงข่ายมอเตอร์เวย์สายทางอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดิน รักษาวินัยทางการเงินการคลังภาครัฐ พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

สาวร้องกองปราบ ถูกตำรวจหื่นทำร้ายแก้วหูทะลุเจ็บสาหัส

สาวร้องกองปราบ ถูกตำรวจหื่นทำร้ายแก้วหูทะลุเจ็บสาหัส หลังพยายามข่มขืน แต่ไม่สมยอม
วันนี้ (1 มิ.ย.61) เวลา 09.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาสาวราชบุรี บุคลากรทางการแพทย์ เหยื่อผู้เสียหาย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เพื่อขอให้ช่วยดำเนินคดีและจับกุมนายตำรวจยศใหญ่ในราชบุรี เนื่องจากการถูกนายตำรวจยศสูงใช้กลอุบาย

หลอกลวงทุบตีจนบาดเจ็บสาหัส หลังพยายามข่มขืนทารุณกรรมทางเพศ
โดยผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ได้รู้จักกับนายตำรวจที่ทำร้ายหลังมาทำคดีให้อาม่าของตนเป็นระยะเวลาหนึ่ง มีความสนิทสนมไว้ใจกับครอบครัวของตน กระทั่งวันเกิดเหตุเมื่อเมษายนที่ผ่านมา นายตำรวจคนดังกล่าวได้ยืมรถ เมื่อตนทวงคืนกลับบันดาลโทสะทุบตีก่อนจะพาไปที่โรงแรมและพยายามข่มขืน เมื่อตนไม่สมยอมกลับทำร้ายร่างกายอย่างหนัก ก่อนที่ทางพนักงานโรงแรมเข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ ซึ่งผลจากการถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส แก้วหูทะลุ เยื่อหูฉีกขาด ปลายประสาทหูอักเสบ ซึ่งขณะนี้ก็ยังคงรักษาและมีอาการน้ำหนองไหลออกมาจากหู หลังจากเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ราชบุรี อยู่ในขั้นตอนกระบวนการ แต่คดีก็ยังไม่คืบหน้า จึงได้เดินทางมาร้องขอความยุติธรรมในวันนี้

ด้านทนายรณณรงค์ กล่าวว่า นอกจากทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแล้ว ผู้กระทำผิดยังได้พาตำรวจนอกเครื่องแบบมาข่มขู่พยานที่เห็นเหตุการณ์ ทั้งยังอ้างว่าผู้หญิงเป็นคนสมยอม ซึ่งไม่ใช่ความจริง โดยการมาร้องในวันนี้อยากให้กองปราบปรามโอนคดีจาก จ.ราชบุรี มายังส่วนกลางแทน เพราะคดีที่อยู่ในท้องที่ผู้เสียหายไม่มั่นใจว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงได้มายื่นร้องที่กองปราบ