คลังเก็บป้ายกำกับ: ตำรวจ

ตร.เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด-อาวุธมีคม หลังนักเรียนช่างกลนำมาซุกซ่อนกลางชุมชน

ตำรวจ สน.เพชรเกษม เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดและอาวุธมีคม บริเวณพงหญ้าข้างทางเข้าชุมชน ย่านบางแค หลังได้รับแจ้งว่าพบกลุ่มนักเรียนช่างกลไม่ทราบสถาบัน นำมาซ่อนไว้ เพื่อใช้ก่อเหตุทำร้ายคู่อริ

ตำรวจ สน.เพชรเกษม พร้อมเจ้าหน้าที่เก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด นำกำลังเข้าตรวจสอบ บริเวณพงหญ้าข้างทางเข้าซอยชุมชนโค้งวีเหลี่ยม ถนนกาญจนาภิเษก มุ่งหน้าเพชรเกษม แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ หลังได้รับแจ้งพบวัตถุระเบิดและอาวุธมีดจำนวนมาก

ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุเป็นถนนทางเข้าชุมชน ซึ่งค่อนข้างเปลี่ยว ตรวจสอบโดยรอบพบมีดดาบ มีดดายหญ้า และมีดหัวตัด ความยาวไม่น้อยกว่า 1.5 ฟุต รวม 15 เล่ม นอกจากนี้ ยังมีระเบิดแสวงเครื่องแบบผลิตเอง คล้ายระเบิดปิงปองพันด้วยเทปกาวสีดำ ซุกอยู่ในกระเป๋าสะพายสีแดง อีก จำนวน 5 ลูก เจ้าหน้าที่จึงเร่งเก็บกู้ ทำการตรวจยึดเพื่อส่งไปทำลายได้อย่างปลอดภัย

ด้าน พันตำรวจเอกพงศ์อานันต์ คล้ายคลึง รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 กล่าวว่า การตรวจยึดวัตถุระเบิดและอาวุธมีดจำนวนมากในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการข่าวของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและสายตรวจ สน.เพชรเกษม ที่ร่วมกับโรงพักข้างเคียงคอยวางแผนสกัดกั้นเหตุนักเรียนช่างกลทะเลาะวิวาทกัน โดยนำกำลังไปกดดันตามจุดเสี่ยงพื้นที่ต่างๆ ทำให้บรรดานักเรียนเหล่านี้ต้องหาสถานที่เก็บอาวุธ ซึ่งอาจนำมาใช้ในการก่อเหตุได้ กระทั่งมีสายข่าวรายงานว่า พบกลุ่มเด็กช่างกลยังไม่ทราบสถาบันขับขี่รถจักรยานยนต์จำนวนหลายคันแวะเข้ามาในซอย เพื่อทิ้งสิ่งของบางอย่างตามข้างทาง จากนั้นนักเรียนทั้งหมดก็พากันขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไป

รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 ยังกล่าวอีกว่า ทันทีที่ได้รับแจ้ง ได้สั่งการให้สายตรวจ ฝ่ายสืบสวน ประสานกับเจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาตรวจสอบและยึดระเบิดกับมีดดาบทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งในส่วนของระเบิดนั้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องชนิดผลิตเอง มีอานุภาพทำลายล้างไม่มาก แต่เพื่อความปลอดภัยได้ประสานให้อีโอดีนำไปตรวจสอบและทำลายทิ้ง จากนั้นฝ่ายสืบสวนจะเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามตัวนักเรียนกลุ่มนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กสม. ชี้! กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่รับพนักงานสอบสวนหญิง ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ

กสม. ชี้! กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่รับพนักงานสอบสวนหญิงถือเป็นการเลือกปฏิบัติ แนะรัฐบาลดำเนินการตามอนุสัญญาว่าfourdclassics.com ด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีฯ เพิ่มสัดส่วนสตรีในระบบราชการ

วันที่ 6 สิงหาคม 2561 นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดรับสมัครเข้ารับราชการตำแหน่งพนักงานสอบสวนโดยเปิดรับสมัครเฉพาะเพศชายจนปรากฏกระแสเรียกร้องในประเด็นความเสมอภาคทางเพศ ว่า ตนมีความห่วงกังวลต่อกรณีดังกล่าว

ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในการเข้ารับราชการตำรวจ และขัดต่อบทบัญญัติข้อ 7 ของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women – CEDAW) ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีจะใช้มาตรการที่เหมาะสมทุกประการ เพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในด้านที่เกี่ยวกับการเมืองและทั่ว ๆ ไปของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะให้ประกันแก่สตรีภายใต้เงื่อนไขแห่งความเสมอภาคกับบุรุษซึ่งสิทธิที่จะเข้าร่วมในการวางนโยบายของรัฐบาลและดำเนินการตามนโยบายนั้น และในการรับตำแหน่งราชการและปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุก ๆ ระดับของรัฐบาล
นางอังคณา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปีที่ผ่านมาในคราวการประชุมพิจารณารายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบในรอบของประเทศไทย ณ สำนักงานองค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของสหประชาชาติ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงตำแหน่งต่าง ๆ ในระบบราชการไทยที่สัดส่วนของสตรียังคงมีไม่มากนักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานทางการเมือง และคณะกรรมการฯ ได้ตั้งคำถามว่าไทยจะมีวิธีเพิ่มเติมสัดส่วนของตัวแทนสตรีในหน่วยบริหารราชการเช่นเดียวกันกับภาคเอกชนได้อย่างไร

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยมีข้อเสนอแนะต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีพนักงานสอบสวนหญิงในการสอบสวนคดีความผิดทางเพศ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีพนักงานสอบสวนหญิงประจำทุกสถานีตำรวจ

อย่างไรก็ดี ตนเห็นว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยไม่ควรปิดกั้นการเข้ารับราชการในทุกตำแหน่งด้วยเหตุแห่งเพศ และควรรับประกันการเพิ่มสัดส่วนของสตรีในกระบวนการทำงาน การมีส่วนร่วม และการตัดสินใจในทุกระดับของรัฐ ตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ เพื่อให้สตรีได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานของประเทศชาติและเพื่อสร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนของสังคมเคารพสิทธิมนุษยชนบนพื้นฐานความเป็นธรรมทางเพศต่อไป

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาสนับสนุนกระทำความผิด ‘น้องเป็ด’ เพื่อน ‘น้องหญิง’ โดดรถเทรลเลอร์

ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาสนับสนุนกระทำความผิด ‘น้องเป็ด’ เพื่อน ‘น้องหญิง’ โดดรถเทรลเลอร์ หลังให้ปากคำกรณีดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีการเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาของ น.ส.นรีกานต์ หรือหญิง ยาวิราช ที่กระโดดลงจากรถเทเลอร์ของ นายสุรพล หรืออ๊อฟ ดาราคำ อายุ 23 ปี ซึ่งทางญาติไม่เชื่อว่า เป็นการกระโดดลงมาจากรถเทเลอร์แล้วเสียชีวิต ที่มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวานนี้(29 ก.ค.) เมื่อเวลา 18.30 น. ที่สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา น.ส.สิรินาถ หรือเป็ด รอบรัมย์ อายุ 18 ปี ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ฤทธิ์ ศิริเทพ ผกก.สภ.บางปะอิน พ.ตอ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.กก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร.ต.อ.ประเสริฐศักดิ์ วงค์ภูผานนท์ พนักงานสอบสวน สภ. บางปะอิน เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีน้องหญิงกระโดดลงจากรถเทเลอร์แล้วเสียชีวิตปริศนา
ใช้เวลาในการสอบสวนนานหลายชั่วโมง

ต่อมา น.ส.สิรินาถ หรือน้องเป็ด ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ในวันเกิดเหตุหลังออกจากร้านอาหารแล้วได้พยายามหาแท็กซี่ เพื่อที่จะให้ไปส่งน้องหญิงแล้ว ไม่มีรถแท็กซี่ ซึ่งขณะนั้นใกล้เวลาที่นายท๊อปแฟนของตนเอง และนายอ๊อฟ ต้องรีบขับรถเทรลเลอร์เพื่อไปขึ้นสินค้า เกรงว่าจะไม่ทันเวลา จึงได้รีบกลับมาขับรถเทรลเลอร์ โดยตนและท๊อปมุ่งหน้าไปสระบุรี ส่วนนายอ๊อฟต้องไป ที่ย่านสุวรรณภูมิ จึงอาสาที่จะแวะไปส่งน้องหญิง ซึ่งหลังจากนั้นไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ขอปฎิเสธว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต หรือเป็นนกต่ออย่างที่เข้าใจกัน ส่วนตัวตนเองกับอ๊อฟ รู้จักกันมานาน เป็นคนดีในสายตาของตน ระหว่างที่อยู่ในร้านไม่มีพฤติกรรมที่จะลวนลามหรือจะจีบน้องหญิงแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่น้องเป็นกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าวอยู่เริ่มมีเสียงสั่นเครือ จากนั้นได้เดินหลบผู้สื่อข่าวไปทันที โดยไม่ยอมให้ข้อมูลอีก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตพ.ต.อ.ฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำการสอบสวนน้องเป็ดพยานที่อยู่ในร้านอาหารและเป็นเพื่อนกับน้องหญิง ประกอบกับมีพยานหลักฐานหลายอย่างทั้งคลิปเสียงและพยานบุคคล จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้การสนับสนุนการกระทำความผิดกักขังหน่วงเหนี่ยว ซึ่งการสอบสวนอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการก่อน นอกจากนี้ นายท๊อปพยานอีกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เรียกให้มาปากคำแล้วแต่อ้างว่าติดธุระจะเดินทางมาในวันนี้(30 ก.ค.2561)

รวบแล้ว! ชายอ้างเป็นตำรวจกองปราบ ขับรถปาดหน้า ขู่คู่กรณีเสียค่าปรับ 2 พัน

รวบแล้ว! ชายอ้างเป็นตำรวจกองปราบ ขับรถปาดหน้า ขู่คู่กรณีเสียค่าปรับ 2 พัน ล่าสุดถูกกองปราบ ของจริงบุกจับขณะจอดรถยนต์ริมถนน
จากกรณีที่กระแสวิจารณ์ชายปริศนาชุดแดงfourdclassics.com ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่กองปราบ หลังปรากฏคลิปที่บันทึกได้จากพลเมืองดี พบเห็นชาย 2 ราย คล้ายกำลังมีปากเสียงกัน บริเวณทางคู่ขนาน ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 มุ่งหน้าแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงได้จอดรถไถ่ถามมีปัญหาอะไร เผื่อช่วยแก้ไขได้ ชายใส่เสื้อยืดสีแดงขับกระบะโตโยต้า ไทเกอร์ สีบรอนซ์-ทอง อ้างว่าถูกหนุ่มขับเก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ ขับปาดหน้า จึงทำให้เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขับไล่ตามกันมา เหตุเกิดเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปติดตามความคืบหน้า ที่ สภ.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พ.ต.ท.กรกช ยงยืน สว.กก 2 บก.ป พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองปราบ รวม 7 นาย ได้ควบคุมตัวนายสัมพันธ์ อิทมาตย์ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 ม.9 ต.หนองขอน อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี ชายปริศนาเสื้อแดง ที่อ้างตัวว่าอยู่กองปราบ ขณะกำลังจอดรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบอนทอง บห-5976 ชลบุรี อยู่บริเวณริมถนน ข้างทางรถไฟผู้ใหญ่เยี่ยม ม.10 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

ต่อมาได้มีนายวานิช ภาสะวณิช อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/195 ม.1 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ผู้เสียหาย เดินทางมาชี้ตัวชายที่อ้างว่าอยู่กองปราบ พร้อมกับเปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนได้ขับขี่ รถยนต์เก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์ มาตามเส้นทางดังกล่าว จู่ๆ ก็ได้มีรถยนต์กระบะ ของนายสัมพันธ์ ขับขี่แซงรถตนมา และพยายามให้ตนจอดรถ หลังจากนั้นตนจึงได้จอดรถยนต์ ส่วนนายสัมพันธ์ ก็ได้จอดรถยนต์ขวางหน้ารถตนไว้ แล้วเดินเข้ามาต่อว่าตนและกล่าวหาตนว่า ไปปาดหน้ารถยนต์ ของนายสัมพันธ์ ก่อน ตนก็เลยรู้สึกงงๆ ต่อมานายสัมพันธ์ ก็ได้พูดว่า “มึงรู้ไหมว่ากูเป็นใคร กูเป็นตำรวจกองปราบ เอาใบขับขี่มาดูดิ” ตอนนั้นตนก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงได้ยื่นใบขับขี่ไป หลังจากนั้นก็ได้มีพี่พลเมืองดี จอดรถบรรทุก 18 ล้อ แล้วเดินตรงมาช่วยพูดให้ จนในที่สุดนายสัมพันธ์ต้องยอมคืนใบขับขี่ให้กับตน และแยกย้ายกันไป

ในขณะที่นายสัมพันธ์ หนุ่มที่อ้างตัวอยู่กองปราบ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ รถยนต์ของนายวานิช ได้ปาดหน้ารถตนก่อน ทำให้รถยนต์ของตนเกือบจะถูกรถบรรทุก 18 ล้อ เหยียบ ตนจึงรู้สึกโมโห แล้วขับไปปาดหน้ารถของนายวานิชคืน หลังจากนั้นตนจึงได้พยายามให้รถยนต์ของคู่กรณีจอด และตนก็ได้ลงไปพูดคุย ซึ่งเหตุผลที่ตนต้องอ้างว่าเป็นตำรวจกองปราบ เพราะดูจากท่าทีของคู่กรณีแล้ว เค้าไม่ยอมลงจากรถยนต์ เพื่อมาพูดเลย อีกทั้งยังมีท่าทีที่คิดจะหนีอีก ตนก็ไม่รู้จะทำยังไงจึงได้อ้างไปเช่นนั้น

ซึ่งตนก็ยอมรับว่าตนผิดที่อ้างตัวเป็นตำรวจ โดยตนก็อยากจะฝากขอโทษทางคู่กรณีด้วย ตนก็แค่อยากให้ลงมาพูดคุยกันเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหากับนายสัมพันธ์, ว่าแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา, และเสพยาเสพติด ประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ยึดรถหรู-ค้นโรงงาน เครือข่าย ‘เมจิก สกิน’ ย่านบางยี่ขัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ายึดรถหรู และตรวจค้นโรงงาน ในเครือข่าย ‘เมจิก สกิน’ ย่านบางยี่ขัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปฏิบัติการตรวจยึดของกลางและยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เมจิกสกิน หลังจากที่ยึดอายัดรถหรูกว่า 30 คันมูลค่า 68 ล้านบาท ของนางวรรณภา พวงสน และ นายกร พวงสน สามีภรรยาผู้ต้องหาในคดีเมจิกสกิน เมื่อช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขัน รับแจ้งจากผู้ดูแลลานจอดรถ สถานประกอบการเจ้าพระยา 3 ถนนอรุณอัมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด casino-viva9988.net ว่ามีคนนำรถยนต์พอร์ช สีเหลือง ทะเบียน น-8889 เข้ามาจอด

ซึ่งเป็นช่วงที่สถานประกอบการปิดทำการแล้วแต่ไม่มีผู้ใดนำรถคันดังกล่าวออกไป จึงได้ลองเปิดประตูดู ปรากฏว่า ประตูไม่ได้ล็อคและใช้ไฟฉายส่องเข้าไปด้านในพบว่ามีกุญแจอยู่ภายใน จึงแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันเข้ามาตรวจสอบ

พลตำรวจเอกวิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบเอกสารที่ระบุชื่อผู้ครอบครอง คือนายอภิวัส พงศ์พัฒนะนุกูล เป็น 1 ใน 7 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายเรียก เจ้าหน้าที่พบเอกสารสำเนาคู่มือทะเบียนรถที่ระบุว่าคือ หมายเลขทะเบียน 5 กฉ-6095 กทม. และเป็นรถสีขาว

ทั้งนี้ นายอภิวัส เป็นคนรับโอนโรงงานพีโอเอส คอสเมติกส์ ประเทศไทย จากนายกสิทธิ์ วรชิงตัน หรือหญิงย้วย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวและได้รับการประกันตัว นอกจากนี้ ในรถยังพบนามบัตรเซรั่มสินค้าตัวอย่าง สมุดบัญชีที่มีเงินหมุนเวียนหลายล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงตรวจยึดไว้และสืบสวนสอบสวนว่า นายอภิวัชร์ เป็นเจ้าของรถตัวจริงหรือไม่และเข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังเข้าตรวจสอบบริษัท ฮานิว โคเรีย จำกัด บริเวณซอยอรุณอัมรินทร์ 53 ซึ่งเป็นโรงงานผลิตสินค้าตรีชฎา ที่อยู่ในเครือของเมจิกสกิน

ล่าระทึก! ตำรวจร่วมแก๊งอุ้มรีดทรัพย์ หนีกบดานก่อนจนมุม

ชุดสืบสวน ตามรวบหนึ่งใน 2 ตำรวจ ร่วมแก๊งอุ้มรีดทรัพย์ ใน จ.ปทุมธานี ได้แล้ว หลังหนีมากบดาน จ.บุรีรัมย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าควบคุมตัว ร้อยตำรวจเอก เฉลิมชัย สุติบุตร สังกัดสถานีตำรวจนครบาล (สน.) พลับพลาไชย 2 ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีแก๊งอุ้มรีดทรัพย์ใน จ.ปทุมธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังเปิดฉากไล่ล่าจับกุมมาตั้งแต่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ใน อ.นางรอง ที่ผู้ต้องหารายนี้มากบดาน

กระทั่งซิ่งรถกระบะหนีมาจนถึงบริเวณหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) อ.นางรอง ชุดจับกุมจึงตัดสินใจยิงยางหลัง 2 ข้าง fourdclassics.com เพื่อสกัดรถให้หยุด ก่อนเข้าล้อมจับกุมได้ในที่สุด ท่ามกลางความแตกตื่นของประชาชน จากการตรวจค้นรถกระบะ พบปืนสั้น 1 กระบอก และป้ายทะเบียน 2 แผ่น ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่า นำมาจากรถประสบอุบัติเหตุ ไว้ใช้เปลี่ยนแผ่นป้ายตบตาชุดสืบสวน จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำตัว ส่งพนักงานสอบสวน ที่ จ.ปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สำหรับคดีนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหาย 4 ราย เข้าแจ้งความที่ สภ.คูคต จ.ปทุมธานี ว่าถูกคนร้ายประมาณ 5-7 ราย อ้างเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติด บุกยัดยาเสพติด และอุ้มจากบ้านไปรีดทรัพย์สิน มูลค่าหลายแสนบาท กระทั่งศาลจังหวัดธัญบุรี ออกหมายจับผู้ต้องหา 7 ราย ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยในจำนวนนี้ มีตำรวจ 2 นาย คือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิมชัย และดาบตำรวจ สมบัติ สนั่นเอื้อ สังกัด สน.ประเวศ นอกนั้น เป็นพลเรือน 5 ราย ซึ่งจับได้แล้ว 1 ราย และถอนหมายจับไป 1 ราย

ต่อมา ในวันที่ 3 พ.ค. ชุดสืบสวนพบศพ นายประสิทธิ์ อ่องเอี่ยม 1 ในผู้ต้องหา ใน อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งจากการสืบสวน พบว่าเป็นฝีมือ ร้อยตำรวจเอก เฉลิมชัย กระทั่งทราบว่าหนีมากบดานใน จ.บุรีรัมย์ จึงมีการประสานกำลังหลายฝ่ายร่วมไล่ล่าจับได้ในที่สุด

ตำรวจเมืองคอน รวบสาวหมอเถื่อน ทำฟัน-ดัดฟันแฟชั่นวัยรุ่น

ตำรวจเมืองคอน รวบสาวหมอเถื่อน ทำฟัน-ดัดฟันแฟชั่นวัยรุ่น โดยไม่ได้ใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 2 พ.ค.61 พ.ต.อ.สุขเกษม นครวิลัย ผกก.สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช สืบทราบว่าที่บ้านเลขที่ 98 ถนนสายทุ่งสง – นครศรีธรรมราช ต.ปากแพรก อ.ทุ่งสง มีการลักลอบทำฟันดัดฟันแฟชั่นให้วัยรุ่น โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจัดเป็นสถานที่พยาบาล(ทำฟัน)ไม่มีใบอนุญาต จึงสั่งการ พ.ต.ท.อรรถพล เขมานุวงศ์ รอง ผกก.สส.และกำลังตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าทำการตรวจค้นเพื่อจับกุม
เมื่อไปถึงพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์สองชั้น โดยชั้นล่างมีการลักลอบเปิดเป็นร้านรับจ้างซักอบรีดบังหน้า เมื่อเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจชั้นบน พบว่ามีหญิงสาว 1 คน กำลังประกอบทำดัดฟันแฟชั่นให้วัยรุ่นสาวรายหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุมและควบคุมตัวสาววัยรุ่นทั้งสองพร้อมกับตรวจค้นยึดอุปกรณ์ทำฟันดัดฟันประกอบด้วย เข็มฉีดยา ก้อนยางเบ้าฟัน เส้นลวดผูกฟันและอุปกรณ์อื่นอีกเป็นจำนวนมาก จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาสอบสวนที่ สภ.ทุ่งสง

จากการสอบสวนทราบหญิงสาววัยรุ่นทั้งสองทราบชื่อ น.ส.จริยา เสนประดิษฐ์ อายุ 24 ปี ให้การรับสารภาพเป็นเจ้าของร้านและเป็นคนทำฟันและดัดฟันให้ลูกค้า ลักลอบทำมานานแล้ว โดยจะลงโฆษณาทางหน้าเฟซบุ๊กในราคาจะถูกกว่าตามคลินิกจัดฟัน มีการเสนอโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อชักจูงลูกค้าให้วัยรุ่นมาใช้บริการมากขึ้น กระทั่งถูกจับกุมดังกล่าวอีกรายทราบชื่อ น.ส.อรทัย (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ลูกค้าที่มาใช้บริการจัดและดัดฟันแฟชั่น

ตำรวจรถไฟหัวหินรวบ 2 หนุ่ม ลักลอบขนยาบ้า 5 หมื่นเม็ด

ตำรวจรถไฟหัวหินรวบ 2 หนุ่ม ลักลอบขนยาบ้า 5 หมื่นเม็ด เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อขยายผลการจับกุม
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่สถานีตำรวจรถไฟหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.ท.มงคล พรหมเมศร์ สารวัตรตำรวจรถไฟหัวหิน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟหัวหิน ร่วมกันจับกุม 2 ผู้ต้องหา ที่ลักลอบขนยาบ้าล๊อตใหญ่ โดยสารมากับขบวนรถไฟขบวน 171 กรุงเทพ-สุไหงโกลก มาสอบสวนสืบสวน fourdclassics.com

โดยผู้ต้องหาคือ นายสุรเชษฐ์ เกษสิน อายุ 23 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครสรีธรรมราช และนายพัชรพล ชอบทำกิจ อายุ 22 ปี ภูมิลำเนาอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้าจำนวน ห้าหมื่นเม็ด ซึ่งถูกแพ็คเป็นห่อที่หุ้มด้วยกระดาษไขจำนวนห้าห่อ โดยผู้ต้องหานำยาบ้าทั้งห้าห่อใส่ลงในกระเป๋าเป้สีเหลืองน้ำเงิน และคลุมทับด้วยเสื้อผ้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการแกะห่อบรรจุยาบ้าพบว่า เมื่อแกะกระดาไขออกจะพบห่อกระดาษจำนวน 5 ห่อในแต่ละห่อจะมียาบ้าแบ่งบรรจุในถุงซิปอีกครั้ง จำนวน 10,000 เม็ด

ทางด้าน พ.ต.ท.มงคล พรหมเมศร์ สารวัตรตำรวจรถไฟหัวหิน กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งสองราย โดยสารมากับรถไฟขบวน 171 กรุงเทพ-สุไหงโกลก ชั้น 3 ตู้ที่ 2 เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ ได้ทำการตรวจสอบ เมื่อพบชายลักษณะตรงกับที่สายลับ จึงเข้าตรวจค้น พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในเป้ จึงเข้าจับกุม ผู้ต้องหาพยายามหลบหนีขณะรถไฟจอดที่สถานีเพชรบุรีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามตัวกลับมาได้ทันควัน

ผู้ต้องหาให้การว่า มีอาชีพรับจ้างทำสวนยาง และมีพฤติกรรมเสพยาบ้า ได้รับการติดต่อผ่านคนรู้จักให้นำยาบ้าไปส่งที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้รับค่าจ้างล่วงหน้ามาแล้วสามหมื่นบาท จึงได้เดินทางด้วยเครื่องบินจากจังหวัดนครสรีธรรมราชมารับยาบ้าที่จุดนัดพบในกรุงเทพมหานคร จากนั้นในช่วงบ่ายได้ซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเดินกลับไปส่งของที่อำเภอทุ่งส่ง แต่ระหว่างทางถูกตำรวจรถไฟจับกุมตัวได้เสียก่อน

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานตำรวจปราบปรามยาเสพติดในการติดตามเส้นทางการโอนเงิน และหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อกัน เพื่อขยายผลหาต้นตอของขบวนการนี้ต่อไป

หน่วย นปพ.บุกทลายบ่อนไพ่เมืองบุรีรัมย์ รวบนักพนัน 34 รายของกลางเพียบ

     บุรีรัมย์ – ตำรวจ “นปพ.” บุรีรัมย์ บุกทลายบ่อนพนัน “ไพ่ตุ่ย ป๊อก 8-9” จับนักพนันชาย-หญิงได้ 34 ราย อายุระหว่าง 30-70 ปี พร้อมของกลางเงินสดและอุปกรณ์เล่นพนันร่วม 20 รายการ เผยเป็นบ่อนเคลื่อนที่ วิ่งไปตามอำเภอ ก่อนจนมุมตำรวจ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ดำเนินคดีตาม กม.

บ่อนไพ่เมืองบุรีรัมย์     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) บุรีรัมย์ ได้สั่งการให้ พ.ต.ต.อนันต์ ทองบันเทิง สารวัตร หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และ ร.ต.อ.ภาณุวัฒน์ มากมูล รองสารวัตรฯ พร้อมกำลังชุด นปพ. ภ.จว.บุรีรัมย์ กว่า 20 นาย บุกกวาดล้างจับกุมบ่อนการพนันในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีการเปิดบ่อนเล่นพนันกันอย่างโจ๋งครึ่ม ภายในบ้านเลขที่ 224 ม.16 บ้านเขากระโดง ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากค่ายอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่ถึง 1 กิโลเมตร (กม.)

     เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเป็นบ้านปูนชั้นเดียว มีทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์จอดอยู่ จึงเข้าไปตรวจค้น พบนักพนันชายและหญิงจำนวนมากกำลังสาละวนอยู่กับการเล่นพนัน ไพ่ตุ่ย ป๊อก 8-9 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวจับกุมต่างตกใจแตกตื่นวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง

     ก่อนจะติดตามรวบตัวนักพนันมาได้ทั้งหมด 34 คน โดยเป็นชาย 7 คน และหญิงอีก 27 คน มีอายุระหว่าง 30-70 ปี โดยมี นางสาวใจทิพย์ จำเริญพาน อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/8 ถ.อิสาณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ รับเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว และนายวีระศักดิ์ คงกันจ่า อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109/1 หมู่ 14 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ รับเป็นเจ้ามือ

     พร้อมกันนี้ ได้ทำการตรวจยึดของกลางจำนวน 18 รายการ ประกอบด้วย เงินสดในวงไพ่ 200 บาท, ไพ่ 2 สำรับ, วิทยุสื่อสาร ไอคอม 3 เครื่อง, แหวนรองน็อตแผ่นชิป 15 ตัว, เก้าอี้ไม้ 9 ตัว, เก้าอี้พลาสติกสีแดง 3 ตัว, กระติกน้ำแข็ง 4 ใบ, ถังน้ำแข็ง 1 ใบ, ถังแก๊สปิกนิก 1 ถัง, กาน้ำ 1 ใบ, น้ำดื่ม บรรจุแก้ว 2 ลัง, โต๊ะเหล็กที่ใช้สำหรับปูเล่น 1 ชุด, ผ้าปูรองเล่นสีเขียว สีเทา 2 ผืน, คลิปหนีบกระดาษ 11 อัน, ลังเครื่องดื่ม 1 ลัง, พัดลมใหญ่ 1 เครื่อง, ชุดหลอดไฟส่องสว่าง 1 ชุด และผ้าเต็นท์ใหญ่ สีฟ้า 1 ผืน

     จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวนักพนันทั้งหมดส่ง ร.ต.ต.ถวิล หอมหวน ร้อยเวร สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกับพวกที่หลบหนีลักลอบเล่นการพนันไพ่ 8-9 หรือไพ่ตุ่ย” ตามกฎหมายต่อไป

     พ.ต.ต.อนันต์ ทองบันเทิง สารวัตรฯ หน่วยปฏิบัติการพิเศษภูธร จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า การบุกเข้าจับกุมบ่อนการพนันในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ ว่า บ้านหลังดังกล่าวได้ลักลอบเปิดเป็นบ่อนการพนัน เป็นบ่อนวิ่งเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ในเขต อ.เมือง และตามต่างอำเภอในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ จึงนำกำลังไปตรวจสอบ และพบมีการเล่นพนันจริง

     อีกทั้งเพื่อเป็นการสนองนโยบายของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ในการปราบปรามกวาดล้างบ่อนการพนัน ยาเสพติดและอบายมุข

     ดังนั้น พล.ต.ต.สมบัติ คงพิบูลย์ ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ จึงได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.บุรีรัมย์ ออกกวาดล้างจับกุมบ่อนการพนัน และแหล่งอบายมุขในพื้นที่ความรับผิดชอบ จ.บุรีรัมย์อย่างเข้มงวด